ส 402 ศาสนาสากล

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

ศาสนาสากล

     ศาสนา ( Religion ) หมายถึง ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุดหรือพระเจ้า หรือคือลัทธิความเชื่ออันนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ และพบสุขนิรันดร์

องค์ประกอบของศาสนา มีดังต่อไปนี้
1. คำสอนทั้งระดับศีลธรรม และระดับปรมัตถ์
2. พิธีกรรม
3. สถาบันและคัมภีร์
4. ความศักดิ์สิทธิ์
5. ศาสดา

มูลเหตุของการเกิดศาสนา

     ศาสนาเกิดขึ้นจากอวิชชา ตลอดจนความกลัว และความต้องการศูนย์รวมที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมถึงต้องการให้สังคมสงบสุข ประโยชน์ของศาสนา คือ ทำให้สังคมและตัวเองสงบสุข

ประเภทของศาสนา
1. ศาสนาระดับท้องถิ่น เช่น ศาสนาชินโต ศาสนายูดาห์
2. ศาสนาระดับสากล เช่น ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินด

ศาสนาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. เอกเทวนิยม เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว เช่น คริสต์ อิสลาม
2. พหุเทวนิยม เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ เช่น ฮินดู
3. อเทวนิยม    เป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า เช่น พุทธ

ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู

- ที่มาไม่ปรากฏนามของศาสนา ก่อตั้งโดยชาวอารยัน
- ศาสนาพราหมณ์มีคัมภีร์พระเวท พราหมณ์ และวรรณะทั้ง 4
- ศาสนาฮินดู เริ่มนับถือพระเจ้า คือ ตรีมูรติ และมีความคิดเรื่องปรัชญา กรรม และโมกษะ ( ยุคอวตาร
  เป็นยุคที่เน้นองค์พระนารายณ์ )

ความเชื่อของพราหมณ์ - ฮินดู
1. ตรีมูรติ คือ พระเจ้าสูงสุดองค์เดียว แต่ประกอบด้วย 3 สภาวะ คือ พรหม ศิวะ วิษณุ
2. ปรมาตมัน คือ วิญญาณที่เกิดเองเป็นที่มาของอาตมัน
3. อาตมัน หมายถึง วิญญาณย่อยที่เกิดจากปรมาตมัน
4. การเวียนว่ายตายเกิด ( สังสาระ ) ย่อมเป็นไปตามกรรมจนกว่าจะพ้นกรรมและเข้าสู่โมกษะ
5. โมกษะ เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา หมายถึง ภาวะที่อาตมันเข้าไปรวมกับ
     ปรมาตมันทำให้ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป วิธีการเข้าสู่โมกษะ ได้แก่
- กรรมโยคะ คือ วิธีที่ใช้การกระทำ เช่น บูชายัญ
- ชญานโยคะ คือ วิธีที่ใช้สมาธิและปัญญา
- ภักติโยคะคือ วิธีที่ใช้ความจงรักภักดีต่อพระเจ้า
6. อาศรม 4 คือ ขั้นตอนของชีวิตในช่วงต่างๆ แบ่งเป็น
- พรหมจารี ได้แก่ วัยเล่าเรียน
- คฤหัสถ์ได้แก่ วัยครองเรือน หาทรัพย์สิน เลี้ยงดูบุตรและภรรยา
- วนปรัสถ์ได้แก่ วัยชรา วัยเข้าหาธรรมะ
- สันยาสีได้แก่ วัยที่มุ่งเข้าหาโมกษะ

คัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู แบ่งได้ดังนี้
1. คัมภีร์พระเวท แบ่งเป็น
- ฤคเวทคือ บทสรรเสริญอ้อนวอนพระเจ้า
- ยชุรเวทคือ คู่มือประกอบพิธีกรรม
- สามเวทคือ คัมภีร์ถวายน้ำโสมขับกล่อมเทพเจ้า
- อาถรรพเวทคือ คัมภีร์เวทย์มนต์คาถา
2. ภควคีตา เป็นยอดปรัชญาฮินดู

พิธีกรรมสำคัญ
ได้แก่ ศราทธ์ คือ พิธีการบูชาบรรพบุรุษ

นิกายสำคัญของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
1. นิกายพรหมนับถือพระพรหมเป็นสำคัญ
2. นิกายไวษณพนับถือพระนารายณ์เป็นสำคัญ
3. นิกายไศวะนับถือพระศิวะเป็นสำคัญ

ศาสนาพุทธ  

    
       พุทธ หมายถึง ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
     องค์ประกอบของศาสนาพุทธ คือ พระรัตนตรัย หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

นิกายทางพระพุทธศาสนา
แบ่งได้ดังนี้
1. นิกายหินยาน มุ่งให้ปฏิบัติตนเพื่อเป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นจากความทุกข์
2. นิกายมหายานวิวัฒนาการจากนิกายมหาสังฆวาทโดยผสมผสานเข้ากับ
    หลักคำสอนของนิกายอื่น เช่น นิกายเถรวาท

คัมภีร์สำคัญของศาสนาพุทธ
คือ พระไตรปิฎก ได้แก่
1. พระวินัยปิฎก มีสาระเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์
2. พระสุตตันตปิฎก มีสาระเกี่ยวกับเทศนาของพระพุทธเจ้าและพระสาวก
3. พระอภิธรรมปิฎก มีสาระเกี่ยวกับหลักธรรมทางด้านวิชาการ

หลักคำสอนที่สำคัญในศาสนาพุทธ
1.ไตรลักษณ์
- อนิจจาคือ ความไม่เที่ยงแท้
- ทุกขตาคือ ความทนอยู่ไม่ได้
- อนัตตาคือ ภาวะที่ไม่ใช่ตัวตน
2.ขันธ์ 5 เรียกว่า "เบญจขันธ์" หมายถึง องค์ประกอบของชีวิตอันประกอบด้วย
- รูปขันธ์ คือ ส่วนที่เป็นร่างกาย ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
- นามขันธ์คือ ส่วนที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ เวทนา   สัญญา สังขาร และวิญญาณ
3.อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ อริยสัจเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา ได้แก่
- ทุกข์คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
- สมุทัยคือ ความจริงว่าด้วยเหตุแห่งทุกข์
- นิโรธคือ ความจริงว่าด้วยความดับทุกข์
- มรรคคือ ความจริงว่าด้วยปฏิปทา หรือวิถีทางแห่งความทุกข์
มรรคมีองค์ 8 หรือเรียกว่า มรรค 8 โดยยึดหลักการเดินในทางสายกลาง หรือ "มัชฌิมาปฏิปทา" ได้แก่
- สัมมาทิฐิความเห็นชอบ
- สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ
- สัมมาวาจาเจรจาชอบ
- สัมมากัมมันตะการทำงานชอบ
- สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพชอบ
- สัมมาวายามะพยายามชอบ
- สัมมาสติตั้งสติชอบ
- สัมมาสมาธิตั้งใจชอบ
มรรค 8 เมื่อจัดเข้าในระบบการฝึกอบรม เรียกว่า "ไตรสิกขา"

พิธีกรรมสำคัญทางศาสนาพุทธ

1. พิธีบรรพชาและพิธีอุปสมบท

2. พิธีเข้าพรรษา ซึ่งกำหนดไว้ 2 ระยะ คือ
- วันเข้าพรรษาแรก เรียกว่า ปุริมพรรษา ตรงกับ แรม 1 ค่ำ เดือน 8
- วันเข้าพรรษาหลัง เรียกว่า ปัจฉิมพรรษา ตรงกับ แรม 1 ค่ำ เดือน 9
3. พิธีกฐิน
4. พิธีปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้สงฆ์ตักเตือนกันได้
5. พิธีแสดงอาบัติ

วันสำคัญทางศาสนาพุทธ
1. วันมาฆบูชา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
2. วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 เป็นวันคล้ายวันประสูติ
    ตรัสรู้และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
3. วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 เป็นวันแรกที่มีการเกิดพระรัตนตรัย

ศาสนาคริสต์

    
     คริสต์ หมายถึง ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า

ความเป็นมา
ศาสนาคริสต์และศาสนายิวมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดโดยศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายิว ซึ่งศาสนายิวสอนให้ชาวยิวยึดมั่นในพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวาห์และทรงประทานบัญญัติ 10 ประการ ให้แก่โมเสส เพื่อนำไปสั่งสอนชาวยิว ศาสนาคริสต์กำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์

สมณศักดิ์ทางศาสนาคริสต์
1. พระสันตะปาปา เป็นประมุขสูงสุด ผู้สืบตำแหน่งต่อจากนักบุญเปโต  
2. บาทหลวง
3. นักบวชชายและหญิง ในเมืองไทยเรียก ซิสเตอร์และบราเตอร์

นิกายของศาสนาคริสต์
1. นิกายคาทอลิค
- เน้นว่าต้องเป็นผู้สืบทอดคำสอนจากพระเยซู
- ประมุข คือ สันตะปาปา และมีพระที่เรียกว่า บาทหลวง
- เป็นนิกายเดียวที่เชื่อเรื่องนักบุญ และแดนชำระวิญญาณผู้ตาย
- รูปเคารพ คือ ไม้กางเขนที่พระเยซูถูกตรึงอยู่
2. นิกายออร์ทอดอกซ์
- แยกจากคาทอลิคเพราะเหตุผลทางการเมือง
- รูปเคารพ คือ ภาพ 2 มิติ
3. นิกายโปรเตสแตนท์ เช่น ลัทธิลูเธอร์น และแอกลิแคน
- ไม่พอใจการกระทำคำสอนบางประการของสันตะปาปา
- เน้นคัมภีร์ ไม่มีนักบวช
- รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 ศีล คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท

คัมภีร์ทางศาสนาคริสต์ มี 2 ส่วน คือ
1. คัมภีร์เก่า ( Old Testament ) หรือพันธสัญญาเดิมเป็นบันทึกเรื่องราวก่อนพระเยซู
    ประสูติ
2. คัมภีร์ใหม่ ( New Testament ) หรือพันธสัญญาใหม่เป็นบันทึกเรื่องราวหลังจาก
    ที่พระเยซูประสูติ

หลักคำสอนสำคัญของศาสนาคริสต์
1. บาปกำเนิด คือ บาปที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด
2. ตรีเอกภาพ คือ พระเจ้าสูงสุดพระองค์เดียว แต่มี 3 สถานะ คือ พระบิดา พระบุตร
    และพระจิต
3. ความรัก เป็นกฎทองคำของศาสนาคริสต์ กล่าวว่า "จงรักพระเจ้าสุดใจ สุดความคิด
    สุดกำลัง" และ "จงรักเพื่อนบ้านเหมือนเจ้ารักตัวเอง"
4. อาณาจักรพระเจ้า คือ สภาวะจิตใจที่บริสุทธิ์

พิธีกรรมสำคัญทางศาสนาคริสต์
1. ศีลล้างบาป กระทำเพียงครั้งเดียวเมื่อเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน เพื่อล้างบาปกำเนิด
2. ศีลกำลัง ทำเพื่อตัวเองและยึดมั่นความเป็นคริสต์
3. ศีลมหาสนิท ทำเพื่อระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซู
4. ศีลแก้บาป ทำเพื่อสารภาพบาปด้วยความสำนึกผิด
5. ศีลเจิมคนไข้ ทำเพื่อให้สติและกำลังใจแก่ผู้ป่วยหนัก
6. ศีลบวช สำหรับชายที่มีคุณสมบัติจะบวช และต้องการอุทิศตนบวชเพื่อศาสนา
7. ศีลสมรส คือ พิธีแต่งงานต่อหน้าพระเจ้า

ศาสนาอิสลาม
    
    
         อิสลาม หมายถึง การยินยอมต่อพระผู้เป็นเจ้า
ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนอาหรับโดยมี พระอัลเลาะห์เป็นพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้สร้าง ผู้ค้ำจุน ผู้ฟื้นฟูโลกมนุษย์ มีศาสดา คือ มูฮัมหมัด

นิกายสำคัญในศาสนาอิสลาม
1. นิกายซุนนี แปลว่า จารีต ชาวมุสลิมจะเคร่งครัดตามแนวทางของคัมภีร์อัลกุรอ่าน
    และเคารพต่อกาหลิบ ประเทศที่นับถือนิกายนี้ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เป็นต้น
2. นิกายชีอะห์ แปลว่า พรรคพวก เป็นนิกายแรกของอิสลามที่แยกตัวออกจากนิกาย
    ชีอะห์จะเคารพศรัทธาในตัวอาลี
3. นิกายวาฮาบี เน้นคัมภีร์อัลกุรอ่านและวจนะของท่านศาสดา ผู้ให้กำเนิดนิกายนี้ คือ มูฮัมหมัด
    อิมบนอับดุล- วาฮัม ชาวอาหรับ
4. นิกายคอวาริจ หมายถึง ผู้ต่อต้านเป็นกลุ่มที่มีความคิดรุนแรงประกาศยอมเชื่อฟัง
    เฉพาะอัลเลาะห์เท่านั้น
5. นิกายอิสมาอีลลี ผู้ให้กำเนิดนิกายนี้ คือ อิสมาอีล์ นับถือในประเทศอิยิปต์
6. นิกายซูฟี แปลว่า ขนสัตว์ ผู้ถือนิกายนี้จะต้องแต่งตัวด้วยขนสัตว์ ประพฤติสันโดษ  
    นับถือในอิรัก อินเดีย ตุรกี เป็นต้น

คัมภีร์ของศาสนา
คือ คัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่ชาวมุสลิมถือเป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์   
                             ทุกอย่างที่มีในคัมภีร์ล้วนบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

หลักคำสอนของอิสลาม
แบ่งได้ดังนี้
1. หลักความศรัทธา 6 ประการ คือ ความเชื่อในเรื่องดังนี้
- พระเจ้าสูงสุดองค์เดียว คือ อัลเลาะห์
- พระลิขิต หมายถึง พระเจ้าลิขิตชีวิตมนุษย์
- เทพบริวาร หมายถึง คนรับใช้พระเจ้า
- วันพิพากษาโลก หมายถึง วันที่พระเจ้าทำลายโลกและตัดสินความดี   
  ความชั่วของมนุษย์
- คัมภีร์ หมายถึง หนังสือที่รวบรวมคำสอนคำพูดของพระเจ้า
- ศาสนทูต หรือศาสดาต่างๆ ชาวมุสลิมจะต้องให้เกียรติยกย่องบรรดาศาสดาต่างๆ
  อย่างเท่าเทียมกัน
2. หลักปฏิบัติ 5 ประการ ได้แก่
- ปฏิญาณตน คือ การปฏิญาณต่อพระเจ้า
- ละหมาด คือ การไหว้พระเจ้าวันละ 5 หน
- ซะกาด คือ การบริจาคทาน
- ศีลอด ปฏิบัติในเดือนรอมาฎอน คือการอดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อให้รู้ถึง
  ความทุกข์ แล้วช่วยเหลือคนจนต่อไป
- พิธีฮัจญ์ คือ การเดินทางไปแสดงสัตยาบันของพระเจ้าที่เมกกะ
  ประเทศซาอุดิอาราเบีย
**ฮิจเราะห์ศักราช เริ่มเมื่อมูฮัมหมัดอพยพจากเมกกะไปเมืองเมดินา
   
คัดสรรมาฝากโดย อาร์ม EZ Team
วันที่ 12/08/2548 เวลา 04:01:00
เข้าชมบทความนี้แล้ว 19752 ครั้ง ได้รับการโหวต 99 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 19752 คน ตอบ 27 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 27
วันที่ 10/6/2551 21:04:05
โดย คุณ หมี
IP : 125.26.38.***
 

ข้อมูลดี ตรงกับการบ้านของผมทุก ๆข้อเลย
ขอบคูณคราฟที่มีของมุลมาให้
อยากให้มีผลงานแบบนี้มาตลอด
แล้วจะติดตามผลงานนะคราฟ...

โพสต์เมื่อ : 10/6/2551 21:04:05
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 26
วันที่ 28/5/2551 21:14:29
โดย คุณ we
IP : 118.174.184.***
 

ก็ดี

โพสต์เมื่อ : 28/5/2551 21:14:29
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 25
วันที่ 3/11/2550 13:31:27
โดย คุณ ววว
IP : 125.24.233.***
 

เมื่อโลกเปลี่ยนไป ศาสนาจะทำอย่างไรกับตนเอง แนวคิดคนทำให้ศาสนาเปลี่ยนไปได้มากแค่ไหน

โพสต์เมื่อ : 3/11/2550 13:31:27
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 24
วันที่ 3/10/2550 12:59:11
โดย คุณ เม่น
IP : 203.113.55.***
 

เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องมีการดับสูญ โลกก็เช่นเดียนกัน
หากท่านไม่ต้องการอยู่ในขณะนั้น ท่านก็จงปฏิบัติให้หลุดพ้นจากกิเลส จะได้ไม่เวียนว่ายตายเกิด
ซึ่งพระพุทะศาสนาก็สอนเรื่องนี้ มนุษย์โลกจงคิดให้ดี

โพสต์เมื่อ : 3/10/2550 12:59:11
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 23
วันที่ 29/9/2550 10:52:20
โดย คุณ 123
IP : 58.10.149.***
 



โพสต์เมื่อ : 29/9/2550 10:52:20
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 22
วันที่ 5/9/2550 15:18:22
โดย คุณ คน
IP : 203.172.241.***
 

ขอบคุณนะสำหรับข้อมูล

โพสต์เมื่อ : 5/9/2550 15:18:22
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 21
วันที่ 5/9/2550 15:18:18
โดย คุณ คน
IP : 203.172.241.***
 

ขอบคุณนะสำหรับข้อมูล

โพสต์เมื่อ : 5/9/2550 15:18:18
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 20
วันที่ 5/9/2550 15:18:08
โดย คุณ คน
IP : 203.172.241.***
 

ขอบคุณนะสำหรับข้อมูล

โพสต์เมื่อ : 5/9/2550 15:18:08
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 19
วันที่ 14/7/2550 8:12:50
โดย คุณ รวิพันธุ์
IP : 124.121.18.***
 

วิมุติ

โพสต์เมื่อ : 14/7/2550 8:12:50
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 18
วันที่ 2/7/2550 14:39:20
โดย คุณ คนไม่รู้เรื่อง
IP : 203.156.44.***
 

ความสอดคล้องศาสนามีที่ไหนค่ะ หาแล้วไม่เจอสักกะทีช่วยบอกหน่อย

โพสต์เมื่อ : 2/7/2550 14:39:20
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 17
วันที่ 22/6/2550 14:52:43
โดย คุณ montasavi
IP : 202.28.111.***
 

อัลเบิร์ต ไอสไตล์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต

ถึงแม้อัลเบิร์ต ไอสไตล์ ได้จากโลกนี้ไปโดยที่เขายังไม่สามารถค้นพบตำตอบตามที่เขากำลังต้องการก็ตาม แต่ไอสไตล์ได้ทิ้งคำพูดที่เป็นปริศนาที่สำคัญมากให้กับมนุษยชาติ ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา   อัลเบิร์ตได้เริ่มสงสัยแล้วว่า พระพุทธศาสนา อาจจะเป็นศาสนาที่ให้คำตอบต่อคำถามที่เขากำลังพยายามค้นหา  ในช่วง 1 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตนั้น มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based o­n a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)

"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่)    ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ  จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนา  ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง  คือ  ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย    พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ

คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein

http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm

 

Buddhism Answers

"The religion of the future will be a cosmic religion. "Buddhism has the characteristics of what would be expected in a cosmic religion for the future: it transcends a personal God, avoids dogmas and theology; it covers both the natural & spiritual, and it is based o­n a religious sense aspiring from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism."- Albert Einstein

 

[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]

http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html

 

 

 

 

 

 

 

 

พระพุทธศาสนา

 

.........ศาสนาพุทธ เกิดจากความกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย ต้องการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และต้องการเข้าถึงสุขแท้สุขถาวรที่ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก (1)

…...เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาพระองค์เสด็จออกประพาสอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พระองค์ได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนั่นคือ คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ทำให้พระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า “อีกไม่นานเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรหนอ เราจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้? เมื่อมีร้อนก็มีหนาวแก้ เมื่อมีมืดก็มีสว่างแก้ เมื่อมีความแก่ความเจ็บและความตาย ก็ต้องมีวิธีแก้อย่างแน่นอน เราจะหาวิธีการนั้นให้พบให้จงได้” จากนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยทิ้งราชสมบัติ ทิ้งกองเงินกองทองออกจากพระราชวังไปนั่งให้ยุงกัดอยู่กลางป่า(2)


พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?
......พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)

.........เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)


........ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)


จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา
....เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(8) สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

.......เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
........แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้ แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน) ก็ไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)

กรรมฐาน
....กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ  ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน     คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14)  ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว  ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก  แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15)    ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

.......เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว    คนกลุ่มนั้นก็คือพวกฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  มีฤทธิ์เดชมากมาย  แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดสิ้นไปได้(16)   ยังมีความโลภ โกรธ เกลียดอยู่  ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น  ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)

.....สมถกรรมฐาน (18) คือ การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19) ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)

......เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)

.........เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป


อ้างอิง..พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่)
1. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
2. ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก. ๑๐/๑-๑๐
3. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๑๖/๒๒๓
4. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
5. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
6. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
7. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
8. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
9. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๖๘
10. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
11. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๗๐
12. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๙๗
13. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
14. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
15. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
16. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐ , ๒๕/๒๙๒
17. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
18. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
19. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
20. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
21. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
22. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐


http://dungtrin.com/

 



โพสต์เมื่อ : 22/6/2550 14:52:43
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 16
วันที่ 13/6/2550 17:20:23
โดย คุณ 5555555+
IP : 125.24.8.***
 

ขอบคุณนะค่ะที่ให้ขอมูลกับดิฉัน
แต่น้อยไปนิดนึงนะค่ะ
น่าจะมีหลักคำสอนสำคัญของศาสนาคริสต์ด้วยนะเนี่ย

โพสต์เมื่อ : 13/6/2550 17:20:23
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 15
วันที่ 6/6/2550 12:17:45
โดย คุณ เด็กเชียงใหม่
IP : 203.172.244.***
 

ข้อมูลสุดยอดเลยค่ะขอบคุณนะค่ะที่ทำข้อมูลดีๆๆๆ

โพสต์เมื่อ : 6/6/2550 12:17:45
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 14
วันที่ 31/5/2550 10:20:00
โดย คุณ เด็กชุมพล
IP : 203.113.61.***
 

ข้อมูลดีมากๆเลย คะ ขอบคุณมากๆ

โพสต์เมื่อ : 31/5/2550 10:20:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 13
วันที่ 29/5/2550 14:34:10
โดย คุณ นู๋.....ซันเทียร์เจ้าค่ะ
IP : 125.24.138.***
 

แล้วใครเค้าให้เอาข้อมูลที่เค้าอุส่าหามาให้อ่านเอาไปทำรายงานล่ะคะ .......เก่งจังค่ะที่ทำข้อมูลได้ขนาดนี้

โพสต์เมื่อ : 29/5/2550 14:34:10
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 12
วันที่ 28/5/2550 10:40:08
โดย คุณ 5555
IP : 202.143.135.***
 

o[:::::::::::> <:::::::::::::]o

โพสต์เมื่อ : 28/5/2550 10:40:08
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 11
วันที่ 28/5/2550 10:38:39
โดย คุณ o[:::::::::::::::>
IP : 202.143.135.***
 

แล่มเลย ชุมพล

โพสต์เมื่อ : 28/5/2550 10:38:39
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 10
วันที่ 28/5/2550 10:23:34
โดย คุณ อภิหึมามหาเศรษฐี
IP : 202.143.135.***
 

ดีมากๆๆเลย จากชุมพลโพนพิสัย อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ

โพสต์เมื่อ : 28/5/2550 10:23:34
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 9
วันที่ 28/5/2550 10:00:45
โดย คุณ คนร้ก
IP : 202.143.135.***
 



โพสต์เมื่อ : 28/5/2550 10:00:45
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 8
วันที่ 28/5/2550 9:59:13
โดย คุณ น้องจ๋า
IP : 202.143.135.***
 

ดีมากค่ะ

โพสต์เมื่อ : 28/5/2550 9:59:13
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 7
วันที่ 28/5/2550 9:56:57
โดย คุณ เบิร์ด
IP : 202.143.135.***
 

ก็ดีมากครับ

โพสต์เมื่อ : 28/5/2550 9:56:57
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 6
วันที่ 28/5/2550 9:56:55
โดย คุณ เบิร์ด
IP : 202.143.135.***
 

ก็ดีมากครับ

โพสต์เมื่อ : 28/5/2550 9:56:55
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 5
วันที่ 24/5/2550 15:51:39
โดย คุณ bewty
IP : 202.143.137.***
 



โพสต์เมื่อ : 24/5/2550 15:51:39
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 4
วันที่ 24/1/2550 10:32:12
โดย คุณ เเม่ชีอธิการสันตะปาปาโนบเบิดอารีดคริสต์เซนจอนคาทอลิกส์
IP : 203.156.143.***
 

เราจะวางใจในพระเจ้า

โพสต์เมื่อ : 24/1/2550 10:32:12
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 3
วันที่ 24/1/2550 10:30:02
โดย คุณ เเม่ชีอธิการสันตะปาปาโนบเบิดอารีดคริสต์เซนจอนคาทอลิกส์
IP : 203.156.143.***
 

เราจะวางใจในพระเจ้า

โพสต์เมื่อ : 24/1/2550 10:30:02
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 22/7/2549 11:00:54
โดย คุณ 012345678910
IP : 124.120.81.***
 

{{0

โพสต์เมื่อ : 22/7/2549 11:00:54
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 22/7/2549 10:59:56
โดย คุณ คนเลว
IP : 124.120.81.***
 

ใช่ไม่ได้เลยเซฟเอาไปทำรายงานก็ไม่ได้

โพสต์เมื่อ : 22/7/2549 10:59:56
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 19752 คน ตอบ 27 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด