คำพิพากษาครั้งสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญ จุดเปลี่ยนและสภาวะอนาธิปไตยในสังคมไทย

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

                                                                        ชลเทพ   ปั้นบุญชู  นักวิชาการอิสระด้านสังคม

            หลังจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเป็นเอกฉันฑ์ให้ยุบพรรคยุบพรรคไทยรักไทย นั้นถือเป็นตำนานหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะข้อหาที่ได้รับคือการเป็นปฎิบปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยนั้นร้ายแรงมากจนเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เคยได้สส ล้นสภากลับต้องเหลือแค่ชื่อที่ฝากผลงานไว้ไม่ถึงทศวรรษ ปิดตำนานพรรคการเมืองกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไปโดยปริยาย วันนั้นผมได้มีโอกาสฟังคำตัดสิน ทั้งสองฝ่าย ถ้าถามในมุมกฎหมายอันนี้ต้องขอชมทางพรรคประชาธิปปัตย์ที่ใช้หลักฐานประกอบสำนวนได้ชัดเจนจนสามารถพ้นข้อกล่าวหา ส่วนพรรคไทยรักไทยสู้ด้วยข้อกฎหมายซึ่งอาจจะมีช่องโหว่อยู่ไม่น้อยเพราะการตัดสินจะเน้นการใช้หลักฐานพิสูจน์ความผิดกันมากกว่าจะสู้ด้วยช่องโหว่ของกฎหมาย จริงๆกฎหมายรัฐธรรมนูญจะมีลักษณะพิเศษกว่ากฎหมายอื่นนั่นคือจะอ้างอิงในหลักกว้างๆ และมีความครอบคลุมหน้าที่ สิทธิ ของพลเมืองในรัฐนั้นๆ กฏหมายดังกล่าวจะเป็นเพียงการระบุหลักการมากกว่าจะอธิบายถึงรายละเอียด แต่ถ้าหากต้องการอธิบายรายละเอียดดังกล่าวจะมีกฏหมายประกอบขึ้นมาใช้คู่กัน ซึ่งอาจจะแตกต่างกับกฏหมายอาญาและกฏหมายแพ่งที่มีวิธีพิจรณาไว้อย่างละเอียด ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคมไทย แต่ผมเองมีข้อสังเกตบางประการคือ ในการตัดสินดังกล่าวใช้ประกาศคปค ในการเอาผิดย้อนหลังกับกรรมการพรรค ซึ่งได้ประกาศใช้กฏดังกล่าวในวันที่ 19 กย 2549 ถ้าในกฎหมายอาญาหากมีการระบุลักษณะความผิดและโทษไว้ภายหลังจะไม่สามารถเอาผิดได้เพราะไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ เช่นหากระบุทาแบบนี้มีความผิดจำคุดตลอดชีวิต ภายหลังมการแก้ไขให้โทษดังกล่าวมีโทษเป็นประหารชีวิต จะไปเอาผิดเพิ่มเติมมิได้ และอีกประการคือการใช้กฎคปค มาใช้ มันดูไม่สง่างามพอที่จะบอกได้ว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมในระบอบประชาธิไตย  จึงอาจเป็นข้ออ้างของผู้กระทำความผิดได้ว่าเป็นคำตัดสินที่มีเงื่อนงำ แต่ผมกลับมองว่าในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปคงจะต้องมีการระบุความผิดและโทษให้ชัดเจนขึ้นเพื่อเป็นบทลงโทษนักก่ารเมืองนอกรีตที่มิได้ปฏิบัติตามกฏหมาย เราไม่ค่อยพูดถึงจริยธรรมของนักการเมืองกันซักเท่าไร ซึ่งเรามัวแต่มุ่งเน้นที่จะพัฒนาตัววัตถุจนลืมพัฒนาจิตใจคน การกระทำใดๆที่ขาดจริยธรรมแล้วหากปล่อยไว้อาจจะเป็นภัยในระยะยาวของโครงสร้างทางสังคมได้ ซึ่งผมถือว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมาเพิกเฉยต่อเรื่องนี้จนแทบจะบดบังความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริงไป มันก็เลยดูเหมือนเด็กเลี้ยงแกะที่ดกหกไปวันๆ อันนี้เราต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่จะต้องคิดถึงสังคม ขอบเขต และประโยชน์ของชาติ การเสียสละเพื่อส่วนรวม เพราะนโยบายต่างๆนั่นหมายถึงเงินภาษีของทุกคนในรัฐชาติ ในการพัฒนาประเทศ ที่จะต้องได้รับอย่างถ้วนทั่วและไม่เลือกปฏิบัติ เข้าถึงทุกคน

            ความสำคัญของการตัดสินจึงหมายถึงการเอาผิดผู้กระทำความผิดเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้เกิดระเบียบทางสังคมขึ้นมา โดยผ่านอำนาจฝ่ายตุลาการ แต่นั่นแหละตอนนี้ภาวะบ้านเมืองไม่ปรกติเพราะเกิดการล้มล้างกันระหว่างกลุ่มหลายกลุ่ม เกิดฝ่ายขุ้วอำนาจหลายขั้ว ที่พยายามจะแย่งชิงวาทะกรรม ประชาธิปไตย ในมุมมองของตน เพื่อจะหาความชอบธรรมที่จะนิยามให้พลเมืองในสังคมให้ยอมรับ กลุ่มอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์จากการถูกยึดอำนาจก็ออกมาเรียกร้อง ขับไล่ โดยใช้คำว่า ประชาธิปไคย เป็นเครื่องชูความชอบธรรม และต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ส่วนฝ่ายที่ยึดอำนาจก็จะกล่าวถึงความชอบธรรมในการยึดอำนาจที่จะล้างระบอบการเมืองที่เกิดความฉ้อฉล และสร้างประชาธิปไตยขึ้นมา และยังมีอีกกลุ่มที่อ้างถึงประชาธิปไตยอันเกิดจากพลังมวลชนในการแสดงจุดยืนทรรศนะของตนเพือ่สร้างสิทธิอันชอบธรรม ตามระบอบ ผมเลยสงสัยว่าใครจะเป็นผู้นิยามประชาธิไตยได้สำเร็จ เพราะประชาธิปไตยมันลื่นไหลไปตามระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลง ต่างฝ่ายที่มีจุดยืนต่างกันแต่ได้ใช้เครื่องมือของคำว่า ประชาธิปไตย กันทุกฝ่าย ผมเลยมองว่าประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองให้กับกลุ่มต่างๆไว้อ้างความชอบธรรมกัน แล้วถามว่าโลกให้ความเป็นจริง ประชาธิปไตยคืออะไร ผมคิดว่าคำนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่โดยนัยของมัน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครนิยาม และบริบทแบบไหน เวลาไหนมากกว่า เช่นประชาธิปไตย ในปี2475อาจแตกต่างกันกับ ประชาธิปไตยในปี 2550 ในสังคมไทย ผมสงสัยว่าวาทะตัวนี้ ประชาธิปไตย มันช่างมีอิทธิพลกับสังคมไทยจริงๆ เพราะถูกฝ่ายต่างๆช่วงชิงกันที่จะนิยามคำนี้ในมุมมองของกลุ่มตน ดังนั้นคำคำนี้จะสร้างการยอมรับและการใช้อำนาจได้อย่างชอบธรรม หรือเรียกว่าประชาธิไตยของประชาชน(บางกลุ่ม) โดยประชาชน(บางกลุ่ม) เพื่อประชาชน (บางกลุ่ม) อุดมคติที่นักปรัชญาการเมืองสร้างไว้ จึงล่มสลายไปกับผู้ใช้อำนาจนั่นเอง ผมคิดว่าเราน่าจะมีการสร้างความเข้าใจกับคำนี้กันให้ลึกซึ้งขึ้น และสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขประชาธิปไตยอุปโหลก

            หลังจากมีคำตัดสินยุบพรรค ไทยรักไทย ดูเหมือนว่าจะทำให้ภาวะการเมืองที่ตึงเครียดคลี่คลายลง แต่เรือ่งก็ยังไม่ยุติเพราะฝ่ายอำนาจเก่ากับเรียกร้องความชอบธรรมผ่านฐานประชานิยม ลัทธิบูชาระบอบทักษิณ โดยพยายามที่จะไม่ยอมรับคำพิพากษาอันโหดร้ายนี้ และอ้างถึงความเป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นก็ย่อมแสดงว่ากลุ่มการเมืองดังกล่าวได้ทัดทานต่ออำนาจชี้ผิดชี้ถูกอันเป็นกติกาที่สังคมยอมรับ และมีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไว้ทำหน้าที่รักษาระเบียบทางสังคม สังคมที่ไม่ยอมรับวิถีจารีตก็เปรียบเสมือนสังคมอนาธิปไตย คือไร้ทิศทาง และเสถียรภาพ มีความพยายามที่จะแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่ม บ้านเมืองระส่ำระสาย ไม่สามารถควบคุมทิศทางให้เป็นไปในสภาวะปรกติได้ เกิดความแปลกแยกทางความคิด อุดมการณ์ เกิดขั้วอำนาจหลายศูนย์จนยากที่จะควบคุม มีตัวแปรแทรกซ้อนทั้งภายในภายนอก เกิดสงครามจิตวิทยาเพือ่ข่มขวัญคู่ตรงข้าม เงาที่แฝงมากับอุดมการณ์ที่ทุกฝ่ายพยายามที่จะเรียกร้องในนิยามของ คำว่า ประชาธิปไตย มันหมายถึงจุดดับของคำว่าสันติสุขและสมาฉันฑืนั่นเอง

 

   
คัดสรรมาฝากโดย chonlathep (ชลเทพ ปั้นบุญชู) บทความทั้งหมดของคุณ chonlathep
วันที่ 13/06/2550 เวลา 18:17:27
เข้าชมบทความนี้แล้ว 577 ครั้ง ได้รับการโหวต 7 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
+