วิวาทะ “รับน้อง(โหด)” ประเพณีโฉดฉบับ” อัปรีย์ชน” แห่งกรุงสยาม

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

วิวาทะ “รับน้อง(โหด)” ประเพณีโฉดฉบับ” อัปรีย์ชน” แห่งกรุงสยาม

 

ชลเทพ   ปั้นบุญชู   นักวิชาการอิสระด้านสังคม( ยุวโฆษกและYPD )

 

รับน้องเพื่อ “อะไร” ทำไม “ต้องมี” มุมมองในเชิง “หน้าที่นิยม”

 

                รับน้องเป็นประเพณีที่ปฏิบัติขึ้นในแต่ละสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง รุ่นพี่ และ รุ่นน้อง ในเชิงอำนาจ ซึ่งหมายถึง การเคารพ เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม จากบรรทัดฐานของ

”รุ่นพี่” ที่สร้างขึ้น สามารถพบเห็นได้ทั่วไปจาก การรับน้องมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่ที่ทำงานบางแห่ง กระบวนการ รับน้อง จึงเป็นมรรวิถีแห่งการเรียนรู้บรรทัดฐาน

( socialization ) ทางสังคม(นั้นๆ) อันจะนำมาสู่ความเข้าใจใน บทบาท(rule) หน้าที่(status) ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์ที่วางไว้

               

                กระบวนการับน้องในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายแบบ เท่าที่ผมสังเกตเห็นก็มี แบบแรก การรับน้องแบบสันทนาการ  [1]คือ ให้น้องเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก มุ่งเน้นให้เกิดความสนุกระหว่างพี่และน้อง ซึ่งหมายถึงการ้องรำทำเพลง เต้าท่าประหลาดประหลาด ออกมาแสดงร่วมกัน หากเป็นแบบที่สอง การรับน้องแบบพิธีกรรม [2]คือการสร้างความหมาย

อัตลักษณ์ ตัวตน และจิตวิญญาณ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล หลอมรวมกับคณะ/สาขาวิชา จนไปถึงระดับสถาบัน การปฏิบัติแนวพิธีกรมแบบนี้ผมขอใช้แนวคิดทางมานุษยวิทยาเรื่อง การเปลี่ยนผ่านเชิงพิธีกรรม (rite the passed ) ซึ่งหมายถึงปัจเจกจำเป็นจะต้องประกอบพิธีกรม(บางอย่าง)ที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อการยอมรับของคนในสังคม เช่นการล่าสัตว์ของบางชนเผ่าเพื่อแสดงถึงความเป็นเด็กที่จะต้องเปลี่ยนไปสู่ผู้ใหญ่ การรับน้อง ในความหมายเชิงพิธีกรมเปลี่ยนผ่านจึงบ่งบอกว่า น้องๆได้สามารถปฏิบัติกิจกรรมบางอย่างเพื่อแสดงความเป็นน้องใหม่ในสถาบันเรียบร้อยแล้ว ได้รับฉันทานุมัติจากรุ่นพี่ ให้เข้ามาเป็น “น้อง”นอกเหนือจากการเข้ามาในแบบรูปธรรม(การสอบได้หรือเข้ามาเรียน) แต่หากได้เปลี่ยนผ่านตนเอง(จากเงื่อนไขบางอย่างที่กำหนดขึ้น)ในเชิงจิตวิญญาณ หรือเรียกง่ายๆว่าเข้ามาเป็นักศึกษาอย่างเต็มตัวนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้แก่ ประเพณีติดเข็ม รับเกียร์ หรือผูกข้อมือ

 

 ส่วนแบบที่สามที่ผมจะกล่าวก็คือ“การับน้องแบบปฏิบัติการสร้างบรรทัดฐาน” [3]เป็นการจำลองวิธีการฝึกแบบนักศึกษาวิชาทหาร และทหาร ในการสร้างระเบียบวินัย โดย ควบคุม จำกัดสิทธิเสรีภาพ จากการกำหนดสภาวะที่กดดัน กว่าสภาวะปรกติ หรือสมมุติเหตุการณ์เพื่อหลอมรวมปัจเจกให้เข้าสู่”บรรทัดฐาน”กลุ่ม ที่รุ่นพี่สร้างขึ้น หรือที่เราเรียกว่าระบบ SOTUS (ตรงส่วนนี้ผมไม่สามารถกล่าวรายละเอียดได้ทั้งหมด) วิธีการเหล่านี้ใช้เพื่อสร้างระเบียบในการอยู่ร่วมกัน รักษาค่านิยมบางอย่างเช่นผ่านวาทะกรรมเชิงอำนาจ “รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่” “เพื่อนกันต้องช่วยเหลือรักใคร่ปรองดองกัน” “อย่าเอาตัวรอดคนเดียว” “อย่ามาอีโก้สูงในคนหมู่มาก” เป็นต้น

                หากจะลงให้ลึกในส่วนวิธีการที่สองและสามนี่แหละครับที่ผมจะกล่าวถึง มันมีระเบียบวิถีปฏิบัติมากมายแต่จะนำมาสู่หลักการที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น  เคยได้ยินไหมครับว่าของบางอย่าง “หลักการดี” แต่ “วิธีการห่วย” เพราะในส่วนของสารัตถะแล้ว ในส่วนนี้แหละครับที่มีปัญหาและถูกพิพากษ์วิจารณ์จนเป็นประเด็นทางสังคม

                ผมเคยได้รับความรู้เมื่อสมัยยังเรียนในระดับปริญญาตรี รายวิชา จิตวิทยาสังคม อาจารย์ท่านอรรถฐาธิบายว่า [4]“การรับน้อง” นั้นทำไมถึงต้องใช้วิธีการกดดัน ”ทั้งร่างกาย” และ”จิตใ” ท่านยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่า “ มีการกดลองให้เด็กทั้งสองกลุ่มที่มีปัญหาความขัดแย้งกัน ไปเผชิญกับสภาวะความยากลำบาก ความกดดัน เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์ดังกล่าว  ผลปรากฏว่าเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เด็กกลุ่มนี้กลับรักใคร่ปรองดองมาก เพราะต่างคนต่างที่ได้ถูกหลอมรวมประสบการณ์แบบเดียวกัน ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจจึงเกิดขึ้น”  ผมจึงขอใช้เหตุผลที่พอฟังขึ้นนี้มารองรับว่า ทำไม”เวลารับน้อง” จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้ “กดดัน” และต้องสร้าง อุปสรรค แบบที่เรียกว่า วิบากกรรม เลยทีเดียว อาจารย์ท่านมองว่า “วิธีนี้แหละที่จะให้เรายอมรับ กฏเกณฑ์ ได้ในระยะเวลาอันสั้น” เพราะความรู้สึกร่วมในบริบทเดียวกัน ทำให้ผมนึกถึงรายการบิ๊กบราเธอร์  รายการrealality หรือบ้านอคาเดมี ที่แสดงอยู่ ก็ใช้หลักการเดียวกัน

                แต่ไอ้ที่ผมไม่เข้าใจว่า วิธีการรับน้อง(โหด)ดังที่ปรากฏในข่าว มันเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างไร? เพราะมันไร้ซึ่งเหตุและผลที่สุดในเชิงตรรก นอกจากไม่สร้างสรรค์แล้วยังรู่สึกว่าเป็นมรรควิถีแห่ง อุบาทว์ชน เขาทำกัน ขนาดนักโทษที่ทำความผิด เจ้าหน้าที่ยังไม่มีสิทธิที่จะไปทรมานร่างกาย เพราะมันขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน

                ผมได้ฟังคุณอา... สรยุทธ์ ไต่ถามในหน้าจอทีวี เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “โดนทั้งตระแกรงปิ้งปลานาบไปที่ก้น บุหรี่ที่ติดไฟจี้ไปที่ใต้ราวนม และส้อมที่ร้อนนามไปที่หน้าอก และให้ล้มลงไปกับกองถ่านกลบด้วยกองทราย ที่ยังมีความร้อนอยู่” ผมถึงกับหยุดหายใจพร้อมจินตมโนภาพตามที่ได้ฟัง ในห้วงจังหวะแห่งความคิดของตนเองก็ฉุกคิดคำพูดหนึ่งได้คือ

”อัปรีย์ชน” ที่สุด และผ่อนลมหายใจยาวๆเฮือกใหญ่

                ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ารุ่นพี่ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว มีจิตใจ “วิปริต”  หรือไม่? เพราะการกระทำที่แสดงออกมันบ่งชี้ว่า มิใช่ภาวะวิสัยมนุษย์ปรกติธรรมดาพึงจะทำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง จริยธรรมและศีลธรรมในมโนสำนึก ต่ำ ถึงขั้นหาได้มีไม่

                วิธีการับน้องที่ดีและเป็นประโยชน์มีอีกตั้งมากมาย ที่สามารถทำได้แต่ทำไมถึงไม่ทำ ผมไม่อยากจะเอามุมมอง อารยชน และชนป่าเถื่อนตัดสิน เพราะมันเป็นเพียงมุมมองเชิงเดี่ยว  เดี๋ยวจะหาว่าเอาสังคมของตนเองไปเปรียบเทียบกับคนในสังคมอื่นอื่น แต่ผมขอมองในฐานะ มนุษยนิยม คนหนึ่ง ที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าว ขาดความปรานี และ เมตตาธรรมยิ่งนัก หลักการที่ปฏิบัติราวกับรุ่นน้อง มิใช่คน (ขนาดสัตว์เรายังไม่มีสิทธิที่จะทำได้เลย) อย่างนี้หรือครับคนที่อ้างตนเองว่าเป็น รุ่นพี่ ที่ปฏิบัติกับ รุ่นน้อง  ผมเคยผ่านพิธีกรมรับน้อง ถึงแม้มันอาจจะมิได้ราบรื่นนัก แต่รุ่นพี่ที่ผมเคยสัมผัส คำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัย ของรุ่นน้องไว้อย่างดีที่สุด เพราะนี่คือหนึ่งชีวิตที่มีค่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลซึ่งนิยามว่าเป็น “รุ่นน้อง “ ผู้ถูกกระทำดังกล่าว ไร้ค่า เพียงเพราะไร้ตัวตน ไร้อำนาจ ไร้พื้นที่ จนต้องประกอบพิธีการแบบ ต่ำ ต่ำ ถูกกระทำแบบ “กดขี่”เพื่อสร้างความสนุกและสะใจ ของรุ่นพี่บางกลุ่มเท่านั้นหรือ และเบื้องหลังแห่งความเสียใจที่มิอาจประเมินค่าได้ครั้งนี้คือ “ความสูญเสีย” ของพ่อแม่และบุคคลในครอบครัว เพียงเพราะ การเข้ามาเรียนในสถาบัน ที่มีประเพณี “การับน้อง” แบบ “อัปรีย์ชน”ที่มีเดิมพันด้วย “ชีวิต” ตายหรือรอดขึ้นอยู่กับดวง



[1]  เป็นการกำหนดโดยตัวผู้ศึกษาเองจากการจำแนกประเภทของลักษณะกิจกรรมรับน้องเชิงประจักษ์

[2] การรับน้องดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาธรรมดา ให้เป็นนักศึกษาในเชิงสัญลักษณ์ที่สมบูรณ์ คือการประกอบพิธีกรมอันจะนำไปสู่ความสมบูรณ์ใน อัตลักษณ์ นักศึกษา

[3] ระบบแบบนี้ได้ใช้วีธีการแบบวิถีประชาเพื่อควบคุมบรรทัดฐานทางสังคม หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกนินทา แปลกแยกทางความรู้สึก จากเพื่อนๆ และรุ่นพี่ บรรทัดฐานแบบนี้จึงสามารถกำหนดลักษณะที่พึงกระทำและไม่ควรกระทำ ให้ปัจเจกรับรู้เพื่อรับเงื่อนไขดังกล่าว

[4] อ้างในคำบรรยายรายวิชา จิตวิทยาสังคม รศ.ลิขิต   กาญจนคม อาจารย์ประจำภาควิชา จิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

   
คัดสรรมาฝากโดย chonlathep (ชลเทพ ปั้นบุญชู) บทความทั้งหมดของคุณ chonlathep
วันที่ 21/09/2550 เวลา 14:20:55
เข้าชมบทความนี้แล้ว 1852 ครั้ง ได้รับการโหวต 0 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 1852 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 25/10/2550 14:58:11
โดย คุณ mumurin34
IP : 203.146.63.***
 

ถ้าอยากทราบว่าได้เงินจริงหรือไม่ลอง ค้นหา GDI ในเวปGoogle ก่อนได้ค่ะ
ได้อีกแล้ว 200$ ( 7,000 กว่าบาท ) จากเว็ปหาเงินบน internet online 100%
หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาวิธีสร้างรายได้บน internet ทำงานบน internet รับเงินทาง internet ไม่ต้องขายสินค้า ไม่ต้องเข้าอบรม ไม่ใช่ธุรกิจขายตรงอย่างที่คุณได้เคยผ่านมาในประเทศไทย โอกาสนั้นมาถึงคุณแล้ว
ด้วยธุรกิจแนวใหม่มาแรงแห่งยุค Globalrich เป็นอีกแนวความคิดหนึ่งที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ คุณสามารถสร้างเงิน 105$ (4,000 กว่าบาท)ได้ภายใน 7 วัน เรากล้าการันตีรายได้เพียงคุณทำตามคำแนะนำของเราเท่านั้น แล้วคุณจะพบว่าการหาเงินทาง internet ง่ายนิดเดียว
อ่านรายละเอียดที่นี่เลยคะ http://www. mumurin34.ws

โพสต์เมื่อ : 25/10/2550 14:58:11
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 28/9/2550 8:54:56
โดย คุณ oiok
IP : 61.19.65.***
 



โพสต์เมื่อ : 28/9/2550 8:54:56
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 1852 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด