ว่าด้วย ภิกษุสันดานกา ความจริงในสังคมที่มิควรเปิดเผย?

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

ชลเทพ    ปั้นบุญชู นักวิชาการอิสระด้านสังคม (ยุวโฆษกและกลุ่ม YPD)

 

          เกริ่นนำ ภาค ฆราวาส

                ผมเองได้ยินข่าวการถกเถียงเกี่ยวกับภาพเขียนชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในมหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 สาขาจิตรกรรม โดยอาจารย์อนุพงษ์   จันทร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ภาควิชาวิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อดีตศิษย์เก่าก้นกุฏิมหาวิทยาลัยศิลปากร  จนมีพระสงฆ์และกลุ่มนิสิตพระสงฆ์รั้วข้างๆวังท่าพระออกมาประท้วงและให้ระงับการแสดงอันเนื่องมาจากความไม่เหมาะสมและดูหมิ่นศาสนา ผมได้ไปอ่านข้อความที่ผู้เขียนภาพให้ความเห็นไว้  “ผมสร้างงานศิลปะขึ้นมาไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำลายศาสนา แต่ผมมองไปถึงปัญหาของสังคมในปัจจุบัน ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น ให้คนในสังคมได้ฉุกคิด ภาพของผมต้องการสื่อว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยศาสนาเป็นเครื่องหาผลประโยชน์ โดยชื่อ ของ ผลงานผมก็ไม่ได้ตั้งขึ้นเอง แต่เอามาจากพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ถึงภิกษุลามกรูปหนึ่ง ที่ไม่ควรค่าแก่การกราบไหว้”

วิวาทะแห่งข้อขัดแย้ง :จากฆราวาสสู่สังฆาวาส

                ผมได้มีโอกาสชมรายการ ตัวจริงชัดเจน เมื่อคืนวันพุธที่ 3 ตุลาคม โดยมีพระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กับ ดร. ทวีวัฒน์   บุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนาเปรียบเทียบ ม.มหิดล เป็นผู้ร่วมรายบการ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าจิตรกรมิอาจมาร่วมรายการได้เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งกับคณะสงฆ์ ก่อนอื่นผมต้องขออกตัวว่าสิ่งที่ผมจะวิพากษ์นี้มิได้มีเจตนาก้าวล่วงเบื้องสูงหรือลบหลู่ศาสนาแต่อย่างไร หากเป็นพลังบริสุทธิ์ที่อยากจะขอแสดงความคิดเห็นในมุมที่แตกต่าง ในมิติอื่นๆนอกเหนือจากในด้านความเหมาะสม? ในปริบทสังคมไทย

ประการแรก หลวงพ่อท่านกล่าวถึงความไม่เหมาะสมระหว่างภาพกับปริบทสังคมไทย อ้างถึงความไร้จริยธรรมต่อสังคมที่นำเสนอภาพ หากคนที่ไม่มีวิจารณญาณอาจเข้าใจผิดโดยการเหมารวมพระสงฆ์ว่ามีพฤติการณ์เป็นอีกาได้ ที่สำคัญยังนำเรื่องที่ไม่ควรพุดมาพูดในที่สาธารณะ (เรื่องเน่าๆในวงการผ้าเหลืองนะครับ) ผมตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่หลวงพ่อท่านพูด เป็นการดึงเอา วาทกรรมความศักดิ์สิทธิ มากดทับความจริงให้เลือนหายไป เพียงเพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงที่ต้องปิดเงียบไว้(พูดไปเดี่ยวบาปหนัก)  อย่างนี้แหละครับเรื่องจริงก็ไม่ควรพูด เลยพูดกันแต่เรื่องไม่จริง จนมันกลายเป็นเรื่องจริงโดยปริยาย จนผมแอบคิดไม่ได้ว่า เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมที่ขัดกับบรรทัดฐานทางสังคมมักจะเจ็บปวดเสมอ ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บปวด ยิ่งตอกย้ำยิ่งเสียใจ

ประการที่สองผมคิดว่าหลวงพ่อท่านใจแคบที่จะเอาอคติทางวัฒนธรรมมาตัดสินภาพมากไปหน่อยโดยมิได้ดูสารัตถะของภาพ ทำให้มองเห็นแค่เปลือกของภาพโดยใช้บรรทัดฐานแบบสังคมจารีตประเพณี นิยม ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงสถาบันศาสนาเป็นสิ่งซึ่งแตะต้องมิได้ มิควรก้าวล่วง และวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งหมายถึงเรากำลังจาบจ้วง อำนาจ ของสถาบันเบื้องสูงจนผมนึกว่าตนเองอยู่ในประเทศไทยเมื่อสามร้อยปีที่ปกครองแบบเทวราชา มนุษย์เป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลีหนึ่งที่ต้องถูกชี้นำโดย ผู้นำทางสังคม(ทั้งผู้มีอำนาจและมีความศักดิ์สิทธิ) หากใครก้าวล่วงต้องนำไปตัดลิ้น สิ่งนี้แหละครับที่เรียกว่า ยอมรับโดยปราศจากเงื่อนไข ผมกลับมองในมุมที่แตกต่าง ผมคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก็จริง แต่ศาสนาเป็นสิ่งที่ยึดโยงสังคม รักษาบรรทัดฐานบางอย่างไว้ เพื่อควบคุมให้สังคม ดำรงไปในวิถีทาง แต่ศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคม และศาสนาก็มิได้แยกเดี่ยวพระสงฆ์ให้ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาเพียงกลุ่มเดียว หากยังต้องอาศัยศาสนิกชนอื่นสืบทอดด้วยอีกทาง ถึงแม้จะไม่ได้ปฏิบัติอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกับพระสงฆ์แต่ก็มีความเท่าเทียมที่จะธำรงรักษาศาสนาเช่นเดียวกับพระสงฆ์ ดังนั้นศาสนิกชนควรที่จะมีสิทธิที่จะแสดงออกได้อย่างมีเหตุมีผล เพื่อธำรงความบริสุทธิ์ ของหลักธรรม ศิลปะจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อน ความเป็นจริง มากกว่าจะสร้าง วาทกรรม อำพราง แบบบิดเบือน จนเกิดการลักลั่นระหว่าง พุทธศาสนา กับลัทธิพิธี ที่นำพุทธศาสนาไปใช้เพื่อทางอวิชชา เพราะผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือคนละสิ่ง หรือถ้าหากเป็นสิ่งเดียวกันผมคิดว่ามันคืออลัชชี ในพุทธศาสนามากกว่า การประกอบเนื้อหาและเจตนาภาพนี้ชัดเจน และสะท้อนสังคมได้อย่างลุ่มลึกแสดงถึงปัญญาญาณของศิลปิน ที่สามารถสร้างอารมณ์ในภาพได้อย่างยอดเยี่ยม และนำสัญลักษณ์มาสื่อเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจสังคม และนี่คือวิถีทางหนึ่งที่ปัจเจกชนผู้ศรัทธาต่อศาสนาจะแสดงออกถึงสิ่งที่ผิดแผกแปลกปลอมให้สังคมได้ประจักษ์ถึงความเป็นจริง ทำให้ผู้ชมชื่นชอบเพราะสามารถใช้ประสบการณ์ตีความ สังเคราะห์ วิเคราะห์และร่วมคิดไปกับภาพได้

ประการสุดท้าย หลวงพ่อท่านเห็นว่า ภาพนี้แสดงถึงความวิปลาส ฟั่นเฟือนของผู้วาด และมองว่าผู้ให้รางวัลไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่สมควรที่จะได้เป็นศิลปินแห่งชาติ มองมหาวิทยาลัยที่จัดไม่สำนึกต่อส่วนรวม อันนี้ผมรับข้อกล่าวหาไม่ได้ ผมกลับคิดว่าภาพนี้ศึกษา ธรรม มองสภาวะ ของความจริง และถ่ายทอดในเชิงสัญลักษญ์ จนเป็นผลงสานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของประเทศไทย(อย่างประเมินค่ามิได้) หลวงพ่อท่านกล่าวอ้างว่า สิ่งที่ศิลปินวาดมิได้มีระบุไว้พระไตรปิฎก แต่ผมกลับมองในมุมต่าง ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละ คือแรงบันดาลใจที่ได้รับจากพระไตรปิฎกจนเข้าใจถึงแก่นทางปรัชญาพุทธ และเรียบเรียงจากมโนทัศน์ออกมาสู่ ภาพเขียนเชิงวิพากษ์

                ภาคสารัตถะ วิเคราะห์เนื้อหา และมุมองสังคมวิทยา

                ภาพนี้ในมุมมองของผมแล้ว ผมกลับชอบมันมากเลยผมเห็นถึงภูมิปัญญา วิธีคิด และความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่จะนำเสนอความเป็นจริงทางสังคมในเชิงประจักษ์ ก่อนอื่นผมเองก็เป็นศิษย์เก่าแห่งมหาวิทยาลัยดังกล่าและเคยได้ร่ำเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะมาบ้าง อยากออกมาวิวาทะ ซึ่งอาจนละขั้วกับพระสงฆ์ และศ.คุณหญิงไขศรี รมว.วัฒนธรรม (อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร)

          เนื้อหาของภาพนี้นำเสนอความงมงายของพระสงฆ์ ที่มิได้มุ่งแสวงหาพระธรรม แต่กลับมุ่งแสวงหา วัตถุ เป็นสรณะ โดยการปลุกเสกเครื่องราง หมกมุ่นทางแห่งไสยศาสตร์ อันมิใช่ทางแห่งโลกุตรธรรม ลองไปมองซิครับว่าจริงๆแล้วสังคมพระเป็นอย่างนี้หรือไม่ ? ข่าวที่ลงอยู่ก็พอมีให้เห็นกรณีพระทำอัปรีย์ จัญไร มั่วโลกีย์  มุ่งการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เพื่อใช้วิถีแห่งความงมงายแก้ปัญหา มากกว่าที่จะใช้ปัญญาและหลักธรรม พระในปัจจุบันจึงไปยึดอาชีพใหม่ นั่นก็คือ เจ้าลัทธิพิธีทางไสยศาสตร์ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่มรรควิถีที่ ผู้สืบทอดพุทธศาสนาอย่างพระสงฆ์พึงจะทำ หรือนี่คือศาสนารูปแบบใหม่ (แต่ที่แน่ๆไม่ใช่พุทธแน่นอน) แต่ใช้ผ้าเหลืองแอบอ้างเป็นพระมาหากินมากกว่า

                ไม่ใช่ว่าภาพเขียนแบบนี้จะพึ่งปรากฏนะครับ ในยุโรปก็มีให้เห็นมากมาย ศิลปินอยู่คู่กับสังคม ภาพในยุคสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่ จึงมุ่งเน้นถึงการมองและสะท้อนสังคมของจิตรกร ซึ่งอาจจะแตกต่างกับอดีตอย่างยุค บิแซนทีน เรเนอซอง หรือ นีโอคลาสสิค  จิตรกรสมัยใหม่อย่าง กูเบต์ ซึ่งผลงานสะท้อนความจริงของเขาทำให้มีชื่อเสียงในฝรั่งเศสว่าเป็นจิตรกรเพื่อสังคมอย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่ศึกษาปรัชญาการเมือง เป็นนักปราชญ์ที่เสนอมุมมองผ่านทางภาพเขียน ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นขุนนาง และผู้มีฐานันดรสูงกับ ชาวบ้านที่ต้องอดอยาก อยู่อย่างแร้นแค้นทำให้เราสามารถมองเห็นความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน จิตรกรจึงเป็นผู้นำทางความคิดของฝรั่งเศสจนนำมาสู่การปฏิวัติ ผมคิดว่าจิตรกรในยุคสมัยใหม่จะมีอัตลักษณ์ที่เน้นความเป็นปัจเจกและกล้าที่จะสะท้อนสังคมอย่างตรงไปตรงมาผ่านสุนทรียศาสตร์จนมีความงามโดยสมบูรณ์ทั้งองค์ประกอบและเนื้อหา

                แต่ภาพนี้อาจไปขัดระบอบทางสังคมแบบจารีตประเพณีนิยมในสังคมไทย ที่เห็นสมณะเป็นผู้มีฐานันดรสูงที่มิอาจก้าวล่วงได้ เพราะ “ศักดิ์สิทธิ” “สูงส่ง” จนห้ามแตะต้อง จิตรกรที่แสดงนาฏลักษณ์แบบกระจกเงาสะท้อนอัตลักษณ์ จึงถูกแบนอย่างไร้ซึ่งเหตุและผล  การที่ให้คนนอกเป็นผู้สะท้อนความเป็นตัวตน ทำให้คนในอย่างพระสงฆ์ถึงกับอึ้งจนแทบพูดอะไรไม่ออก ภาพลักษณ์ที่เคยถูกมองไม่ดีจึงบ่นปี้ไปกันใหญ่ บาปบุญจึงเป็นอำนาจเพื่อควบคุมให้ข้อเท็จจริงถูกผลิตขึ้นชอบธรรมขึ้นมา วาทกรรมที่อำพราง จึงถูกกระบวนการทำให้เปลี่ยนรูป บิดเบือน เลือกสรร ที่จะนำเสนอ ของผู้มีอำนาจ ที่อยากจะลดทอด รูปส่วน ให้เป็นไปในทางที่ต้องการ ความเป็นจริงในสังคมจึงมิได้สะท้อนออกมาอย่างเปิดเผย แต่กลับแปรรูปให้บิดเบือนจากความเป็นจริง จนเสมือนหนึ่งว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง อันนี้แหละครับ มายาคติของจริง

                มายาคติของพระสงฆ์ที่มีภาพลักษณ์นักบวชผู้ใจบุญ ผู้แสวงหาทางธรรมเพื่อบรรลุสู่ความเป็น นิพาน  จึงไม่อยากจะสูญเสีย หรือลดความน่าเลื่อมใสลง เพียงเพราะความเป็นจริงบางส่วนที่ถูกนำเสนอมีผลกระทบต่อสถานะภาพและบทบาทที่เป็นอยู่ ภาพลวงตา จึงเกิดขึ้นและถูกผลิตซ้ำจนเป็น วาทกรรมอำพราง ไปโดยปริยาย ภาพเขียนที่สะท้อนความเป็นจริงทางสังคมจึงถูกกีดกันเพราะเห็นว่าเป็นเพียงความไม่เหมาะสม l          

จึงทำให้ผมไม่แปลกใจว่าทำไมผู้ที่ออกมาต่อต้านเป็นพระ สงสัยคงเพราะยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ ? หรือ ไม่อยากยอมรับ?เลยไม่อยากให้เผยแพร่ ผมคิดว่าเมื่อภาพนี้ได้บังเกิดขึ้นแล้วจะทำให้พระสงฆ์(ทั้งแท้และเทียม) ได้ตระหนักถึงการรื้อถอนโครงสร้างกันใหม่ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ผมว่ามันก็เสื่อมทรามพอแรงอยู่แล้ว พระลุ่มหลงในรูปวัตถุ(มากกว่าสภาวธรรม) พระในคราบนักอวิชชาธุรกิจพุทธพานิชย์(โดยใช้บทบาทสถานะภาพมาเป็นเกราะกำบัง) จนกลายเป็นเรื่องสีเทาของกลุ่มวงการผ้าเหลือง

 

   
คัดสรรมาฝากโดย chonlathep (ชลเทพ ปั้นบุญชู) บทความทั้งหมดของคุณ chonlathep
วันที่ 04/10/2550 เวลา 15:14:50
เข้าชมบทความนี้แล้ว 3845 ครั้ง ได้รับการโหวต 0 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 3845 คน ตอบ 5 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 5
วันที่ 25/10/2550 14:57:08
โดย คุณ mumurin34
IP : 203.146.63.***
 

ถ้าอยากทราบว่าได้เงินจริงหรือไม่ลอง ค้นหา GDI ในเวปGoogle ก่อนได้ค่ะ
ได้อีกแล้ว 200$ ( 7,000 กว่าบาท ) จากเว็ปหาเงินบน internet online 100%
หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาวิธีสร้างรายได้บน internet ทำงานบน internet รับเงินทาง internet ไม่ต้องขายสินค้า ไม่ต้องเข้าอบรม ไม่ใช่ธุรกิจขายตรงอย่างที่คุณได้เคยผ่านมาในประเทศไทย โอกาสนั้นมาถึงคุณแล้ว
ด้วยธุรกิจแนวใหม่มาแรงแห่งยุค Globalrich เป็นอีกแนวความคิดหนึ่งที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ คุณสามารถสร้างเงิน 105$ (4,000 กว่าบาท)ได้ภายใน 7 วัน เรากล้าการันตีรายได้เพียงคุณทำตามคำแนะนำของเราเท่านั้น แล้วคุณจะพบว่าการหาเงินทาง internet ง่ายนิดเดียว
อ่านรายละเอียดที่นี่เลยคะ http://www. mumurin34.ws

โพสต์เมื่อ : 25/10/2550 14:57:08
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 4
วันที่ 14/10/2550 14:22:29
โดย คุณ montasavi
IP : 202.28.111.***
 

ภาพนี้ ดี และมีประโยชน์ต่อพระศาสนามาก ครับ       ขอย้ำว่า..มีประโยชน์มาก ๆ

แต่ ..แต่ ...แต่ ต้องให้พระภิกษุสามเณรดูเพียงเท่านั้น ....ห้ามให้เยาวชนดูเป็นอันขาด

และ...ที่ท่านทั้งหลาย กำลังวิจารณ์พระสงฆ์ด้วยจิตอกุศล..สร้างบาปให้ตนเองอยุ่ในขณะนี้ ...ก็เพราะรูปนี้เป็นเหตุมิใช่หรือ  ตกลงว่า ...ศิลปะชิ้นนี้สร้างสรร หรือทำลายกันแน่ ครับ...???


             เดี๋ยวนี้ เยาวชน เปลี่ยนศาสนากันเยอะมากครับ แต่พวกเขายังไม่กล้าบอกพ่อแม่...ลองเข้าไปเว็ปคริสต์ดู...
อยู่มาวันหนึ่ง  ลูกมาบอกว่า เขารับพระเจ้ามา 10 ปีแล้วครับ  .....คุณจะรู้สึกอย่างไร



โพสต์เมื่อ : 14/10/2550 14:22:29
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 3
วันที่ 14/10/2550 14:19:12
โดย คุณ montasavi
IP : 202.28.111.***
 

 

 

ที่มา : ดร.ปฐมพงษ์   โพธิ์ประสิทธินันท์   คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล
http://www.siamrath.co.th/Education.asp?ReviewID=89725

http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=buddhiststudies&id=61

 

 


                ราวสิบกว่าปีมาแล้ว  สื่อมวลชนในยุโรปได้แถลงกันยกใหญ่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จะเติบโตเร็วที่สุดในสมัยศตวรรษที่ 21  เพราะเห็นว่ากระแสผู้นับถือเติบโตเร็วมากทั้งในทวีปยุโรป, ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ ไม่ว่าฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, อังกฤษ, สเปน, ออสเตรเลีย ฯลฯ วัดวาอารามผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง    คนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศฝรั่งเหล่านี้แต่ไหนแต่ไรมาส่วนมากแล้วนับถือศาสนาคริสต์มาก่อน   และกระแสชาวคริสต์หันมานับถือพระพุทธศาสนานี้ก็ก่อตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19
                ประเทศยุโรปบางแห่ง  เช่น   อิตาลีได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ยกพระพุทธศาสนาให้เป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญของชาติ ไม่ต่างอะไรกับศาสนาคริสต์

                ( ปัจจุบันอิตาลีได้รับรองสถานะพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2000 นายกรัฐมนตรีอิตาลีได้ลงนามความตกลงกับประธานสหภาพสมาคมพุทธในอิตาลี   เพื่อให้พุทธศาสนามีสถานะเป็นทางการในอิตาลี    ทำให้ผู้เสียภาษีสามารถแสดงความจำนงให้แบ่งภาษีในอัตราร้อยละ 0.8 ของภาษีรายได้ส่วนบุคคลที่ต้อง ชำระให้แก่รัฐบาล   เพื่อบริจาคให้องค์กรทางพุทธศาสนาได้                    


โพสต์เมื่อ : 14/10/2550 14:19:12
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 5/10/2550 15:51:31
โดย คุณ chonlathep
IP : 58.64.103.***
 


พระสงฆ์ประท้วงภาพ


โพสต์เมื่อ : 5/10/2550 15:51:31
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 4/10/2550 15:15:59
โดย คุณ chonlathep
IP : 125.24.35.***
 




โพสต์เมื่อ : 4/10/2550 15:15:59
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 3845 คน ตอบ 5 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด