ประวัติศาสนาต่างๆ

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย


เพราะมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับผลสำเร็จซึ่งยังไม่เกิดขึ้น จิตจะพุ่งไปที่อนาคต
เมื่อจิตไม่อยู่ที่ปัจจุบันสมาธิก็ไม่เกิดขึ้น ให้ทำใจให้สบายๆ ผ่อนคลาย คิดว่าได้แค่ไหนก็แค่นั้น
แล้วค่อยๆ รวมจิตเข้ามา ที่จุดที่ใช้ยึดจิตนั้น (เช่นลมหายใจ และคำบริกรรม)
แล้วคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในขณะนั้น (เช่น ความหยาบ/ ละเอียด ความยาว ความลึก ความเย็น/ร้อน
ของลมหายใจ) จิตก็จะอยู่ที่ปัจจุบัน แล้วสมาธิก็จะตามมาเอง ถ้าฟุ้งซ่านไปบ้าง
ก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของจิต อย่ากังวล อย่าอารมณ์เสีย (จะทำให้จิตหยาบขึ้น) เพราะคนอื่นๆ
ก็เป็นกันทั้งนั้น เมื่อรู้ตัวว่า ฟุ้งออกไปแล้ว ก็ใจเย็นๆ กลับมาเริ่มทำสมาธิใหม่ แล้วจะดีขึ้นเรื่อยๆ
เอง

.........๑๐.) ใหม่ๆ ควรนั่งแต่น้อยก่อน เช่น 5 - 15 นาที แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 20, 30, 40,
... นาที ตามลำดับ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจค่อยๆ ปรับตัว เมื่อนั่งไปแล้วหากรู้สึกปวดขาหรือเป็นเหน็บ
ก็ขอให้พยายามอดทนให้มากที่สุด ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จึงจะขยับ
เพราะทุกครั้งที่มีการขยับตัวจะทำให้จิตกวัดแกว่ง ทำให้สมาธิเคลื่อนได้ และโดยปรกติแล้ว
ถ้าทนไปได้ถึงจุดหนึ่ง เมื่ออาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว
อาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นก็จะหายไปเอง และมักจะเกิดความรู้สึกเบาสบายขึ้นมาแทนที่
ซึ่งเป็นอาการของปิติที่เกิดจากสมาธิ

.........๑๑.) การทำสมาธินั้น เมื่อใช้สิ่งไหนเป็นเครื่องยึดจิต ก็ให้ทำความรู้สึกเหมือนกับว่า
ตัวเราทั้งหมดไปรวมเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ อยู่ที่จุดยึดจิตนั้น เช่น ถ้าใช้ลมหายใจ (อานาปานสติ)
ก็ทำความรู้สึกว่าตัวเราทั้งหมดย่อส่วนเป็นตัวเล็กๆ ไปนั่งอยู่ที่จุด
ที่รู้สึกว่าลมกระทบอย่างชัดเจนที่สุด เช่นปลายรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง หรือริมฝีปากบน เป็นต้น
ให้ทำความรู้สึกที่จุดนั้น เพียงจุดเดียว ไม่ต้องเลื่อนตามลมหายใจ เหมือนเวลาเลื่อยไม้
ตาก็มองเฉพาะที่จุดที่เลื่อยสัมผัสกับไม้เพียงจุดเดียว ไม่ต้องมองตามใบเลื่อย
ก็จะรู้ได้ว่าตอนนี้กำลังเลื่อยเข้าหรือเลื่อยออก เมื่อจิตอยู่ที่จุดลมกระทบเพียงจุดเดียว ก็จะรู้ทิศทาง
และลักษณะของลมได้เช่นกัน

.........๑๒.) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าตกใจ อย่ากลัว อย่ากังวล เพราะทั้งหมดเป็นเพียงอาการของจิต
พยายามตั้งสติเอาไว้ให้ มั่นคง ตราบใดที่ไม่กลัว ไม่ตกใจ ไม่ขาดสติ ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น
ทำใจให้เป็นปรกติ แล้วคอยสังเกตสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
ถ้าเห็นภาพที่น่ากลัวปรากฏขึ้นมา หรือรู้สึกว่าได้สัมผัส กับสิ่งที่น่ากลัวใดๆ ก็ตาม ให้แผ่เมตตา
ให้สิ่งเหล่านั้น แล้วคิดว่าอย่าได้มารบกวนการปฏิบัติของเราเลย ถ้าไม่หายกลัวก็นึกถึง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางใจ แล้วพยายามอย่าใส่ใจถึงสิ่งที่น่ากลัวนั้นอีก
ถ้าแก้ไม่หายจริงๆ ก็ตั้งสติเอาไว้ หายใจยาวๆ แล้วค่อยๆ ถอนจากสมาธิออกมา
เมื่อใจเป็นปรกติแล้วถึงจะทำสมาธิใหม่อีกครั้ง สำหรับคนที่ตกใจง่าย ก็อาจนั่งสมาธิ หน้าพระพุทธรูป
หรือนั่งโดยมีเพื่อน อยู่ด้วย ก่อนนั่งก็ควรสวดมนต์ไหว้พระก่อน
แล้วอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง

........๑๓.) เมื่อจะออกจากสมาธิ ควรแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายก่อน
โดยการระลึกถึงความปรารถนาให้ผู้อื่น และสัตว์ทั้งหลายมีความสุขด้วยใจจริง
จากนั้นก็อุทิศส่วนกุศลที่ได้จากการทำสมาธินั้น ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
(ระลึกให้ด้วยใจ) แล้วหายใจยาวๆ ลึกๆ สัก 3 รอบ พร้อมกับค่อยๆ ถอนความรู้สึกจากสมาธิช้าๆ เสร็จแล้วค่อยๆ
ลืมตาขึ้น บิดเนื้อบิดตัวคลายความปวดเมื่อย แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ

........๑๔.) เมื่อตั้งใจจะทำสมาธิให้จริงจัง
ควรงดเว้นจากการพูดคุยให้มากที่สุดเว้นแต่เพื่อให้คลายความสงสัยที่ ค้างคา อยู่ในใจ
เพราะการคุยกันนั้นจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน คือในขณะคุยกันก็มีโอกาสทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้ ทำให้จิต
หยาบกระด้างขึ้น และเมื่อทำสมาธิก็จะเก็บมาคิด ทำให้ทำสมาธิได้ยากขึ้น
โดยเฉพาะการคุยกับคนที่สมาธิน้อยกว่าเรา นอกจากนี้ ควรเว้นจาก การร้องรำทำเพลง การฟังเพลง
รวมถึงการดูการละเล่นทั้งหลาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มกามฉันทะ ซึ่งเป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่ง
(ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบ) อันเป็นอุปสรรคต่อการ ทำสมาธิ

ศาสนสถาน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของนักบวช การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
จนถึงเป็นที่รวมองค์ประกอบหลักของศาสนา ทั้งหมดในศาสนสถาน ฐานะ ของศาสนสถานจึงเป็นสมบัติของศาสนา
.............."วัด" คือ สถานที่ทางศาสนา ตามปกติแล้วจะมีเสนา สนะและอาคารถาวรวัตถุต่าง ๆ
เป็นที่พำนักอาศัยศึกษา ปฏิบัติ พระธรรมวินัย และประกอบศาสนกิจของพระภิกษุ สงฆ์
ตลอดจนเป็นที่บำเพ็ญกุศลต่าง ๆ นอกจากนี้วัดยัง เป็นศูนย์กลาง บริการทางการศึกษาและทางสังคม
รวมทั้งเป็นแหล่งส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณี วัดทั้ง หลายมีฐานะทางกฎหมาย คือ
เป็นนิติบุคคลเท่าเทียม กัน แต่ในทางพระวินัยมีฐานะแตกต่างกัน ดังนั้น ตาม มาตรา 31 แห่ง
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ได้ จำแนกวัดออกเป็น 2 ชนิด คือ สำนักสงฆ์ ...และ...วัดที่ได้
รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
............."สำนักสงฆ์" ..หมายถึงวัดที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งวัด
แล้วแต่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา รวมถึงวัดที่ ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้สร้างขึ้นตามความใน
มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. 121 และวัด ที่สร้างขึ้นก่อน ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445)
ซึ่งยังไม่ได้ รับพระราชทานวิสุงคามสีมาด้วย นับว่าเป็นวัดที่สมบูรณ์ ทางกฏหมายแล้ว
............."วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา"...หมายถึง... "อาราม"
ตามที่ได้เคยบัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. 121 เป็นวัด
ที่เลื่อนฐานะมาจากสำนักสงฆ์ โดยได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เพื่อประโยชน์ แก่สังฆกรรมตามพระธรรม
วินัยสำหรับพระสงฆ์ นับว่าเป็นวัดที่สมบูรณ์ด้วยฐานะทั้ง ทางกฏหมายและทางพระธรรมวินัย ทุกประการ
............"พระอารามหลวง"...หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี
สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์ เป็นการส่วน พระองค์
พระราชทานเพื่อเป็นเกียรติยศแก่ผู้ต่ำศักดิ์ลงมา หรือ แก่วัดเอง มีอยู่จำนวนหนึ่งที่พระบรมวงศานุวงศ์
และข้าราชบริพารผู้ใหญ่ ทรงสร้างขึ้น หรือ ทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์และสร้างขึ้นน้อมเกล้าฯ
ถวายเป็นพระอารามหลวง รวมทั้งวัดที่ประชาชนสร้าง หรือ ปฏิสังขรณ์และทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวงด้วย



โดย : Webmaster IP : 203.188.46.13 [ 31/07/2005 , 20:46:33 ]

ความคิดเห็นที่ : 1

ศาสนาอิสลาม

.............อิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่าง
บริบูรณ์แด่อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ ศาสนา อิสลาม
เป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึง ปัจจุบันและอนาคต

.............. บรรดาศาสนทูตในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลาม แก่มนุษย ชาติ
ศาสนทูตท่านสุดท้ายคือมุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอหฺ แห่งอารเบีย ได้รับ มอบหมายให้เผยแผ่
สาร์นของอัลลอหฺในช่วงปี ค.ศ. 610 - 632 เฉกเช่นบรรพ ศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีล
เป็นสื่อระหว่างอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าและมุฮัมมัด พระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทะยอยลงมา ในเวลา 23
ปีจันทรคติ ได้รับการรวบรวม ขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัลกุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต มนุษย์
เพื่อที่จะได้ครองตน บนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า

สาร์นแห่งอิสลามที่ถูกส่งมาให้แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ:
.............. 1. เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว
ที่สมควรแก่การเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค์ ศรัทธาในพระโองการแห่งพระองค์
ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา
และรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได้ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไว้วางใจต่อพระองค์
เพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องไม่สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์
และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้งปวง

.............. 2. เป็นธรรมนูญสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคม
เป็นธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร์
อิสลามสั่งสอนให้มนุษย์อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ละเว้นการรบราฆ่าฟัน การทะเลาะเบาะแว้ง
การละเมิดและรุกรานสิทธิของผู้อื่น ไม่ลักขโมย ฉ้อฉล หลอกลวง ไม่ผิดประเวณี หรือทำอนาจาร
ไม่ดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ ไม่บ่อนทำลายสังคมแม้ว่าในรูปแบบใดก็ตาม


.............. 3. เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้น ความซื่อสัตย์
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที ความสะอาดของกายและใจ ความกล้าหาญ การให้อภัย
ความเท่าเทียมและความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ การเคารพสิทธิของผู้อื่น
สั่งสอนให้ละเว้นความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว
การทรยศและอกตัญญู การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น

.............. ศาสนาอิสลามไม่ใช่ศาสดาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนาอื่น
หรือศาสนาที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นอย่างเช่นศาสนาอื่นๆที่มีอยู่ใน โลก
อิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นทางนำในการดำรงชีวิตทุกด้าน แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ยกเว้น อายุ เพศ
เผ่าพันธ์ หรือฐานันดร

ศาสนาอิสลามเหมือนกับศาสนาใหญ่ ๆ ของโลกที่แตกยกเป็นนิกายย่อยหลังจากศาสดาของศาสนานั้นได้สิ้นไปแล้ว การ
ตีความบทบัญญัติในศาสนาตลอดจนความคิดเห็นในเรื่องการปฏิบัติทางศาสนา
ทำให้เกิดความหลากหลายทางความคิดแม้นว่า จะมีหลักการของศาสนาร่วมกัน
ในที่นี้จะคัดเลือกมากล่าวถึงบางนิกายที่สำคัญซึ่งมีผู้นับถือมากในขณะนี้ได้แก่

กายสุหนี่ (the Sunnis)

..............ภาษาอาหรับเรียกนิกายนี้ว่า "อะหฺลุสซฺนนะหฺ" แต่เมืองไทยเรียกสั้นๆ ว่า
"สุหนี่" ซึ่งมาจากคำว่า "ซุนนะหฺ" ซึ่งหมายถึง
"จารีตที่นับถือกันมาแต่เดิม" อันได้แก่ จริยวัตรและคำพูด
รวมทั้งคำชี้ขาดในปัญหาใดปัญหาหนึ่งของศาสดาซึ่งท่านรับรอง นิกายนี้ จึงมีลักษณะแบบอนุรักษ์นิยม
..............นิกายสุหนี่ยังแยกออกเป็นฝ่ายย่อยๆ อีกตามชื่อของอิหม่ามแต่ละฝ่าย คือ ซาฟีอี, มาลิค,
ฮัมบาลี และฮานาฟี สำหรับมุสลิม ในเมืองไทยส่วนใหญ่อยุ่ในฝ่ายสุหนี่ อิมามซาฟีอี


กายชีอะฮฺ (the Shia)

..............ภาษาอาหรับเรียกนิกายนี้ว่า "ชีอะตุลอาลี" ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า
"ชีอะฮฺ" แปลว่า "พรรคอาลี" กล่าวคือ เป็นพวกที่ยอมรับอาลี
(ซึ่งเป็นบุตรเขยของศาสดามุฮัมมัด)ว่าเป็นคอลีฟะห์ต่อจากศาสดาเพระาเชื่อว่าอาลีนั้นได้รับแต่งตั้งมอลหมา
ยจากศาสดาหลังจาก
ไปแสวงบุญที่มักกะฮฺครั้งสุดท้ายอาลจึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปฏิบัติตามหรือผู้ตามของศาสดาซึ่งตรงกับคำว่า
"ชีอะฮฺ" อาซิมนันจ ิ(Azim Nanji. 1988 : 334) ได้แปลความหมายว่า
"ผู้ปฏิบัติตามหรือผู้ตาม" (followers) ซึ่งในนิกายนี้หมายถึงอาลี และผู้สนับ สนุนอาลี
..............ปัจจุบันผู้นับถือนิกายชีอะฮฺนิยมสวมหมวกสีแดง ตำแหน่งผู้ปกครองระดับสูงสุดของศาสนา
เรียกว่า "อิหม่าม" ประเทศ ที่มีผู้นับถือนิกายนี้มาก ได้แก่ ประเทศอิหร่าน
นอกนั้นอาศัยในบางส่วนของประเทสปากีสถาน อาฟริกาตะวันออก อาฟกานิสถาน อินเดีย และอิรัก
นิกายชีอะฮฺได้แตกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ คือ กลุ่มอิธนา อาชาริยะ (Ithna Ashariyya) หรือ อิหม่าม 12 (The
Twelvers) กลุ่มอิสไม่ลีส (Ismailis) กลุ่มโบฮฺรัส (Bohras) และกลุ่มโคจาส์ (Khojas) เป็นต้น

กายซูฟี (Sufis)

..............ชาวมุสลิมบางคนในนิกายชีอะฮฺพยายามที่จะนำเอาความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์จากศาสนามาสัม
พันธ์กับชีวิตภาย ในเพื่อค้นหาความรู้
และความรักในอัลลอฮฺจึงเกิดกลุ่มความเชื่อที่แยกตัวออกมาจากนิกายชีอะฮฺ เรียกว่า "ซูฟี"
คำว่า "ซูฟี" นี้ อาซิม นันจิ (Azim Nanji. 1988 : 341) ได้อธิบายว่ามาจาก
"ซุฟ" (suf) ที่แปลว่า "ขนสัตว์"
ซึ่งมุสลิมผู้เคร่งาครัดศาสนาในสมัยโบราณนิยมนุ่งเป็นเครื่องนุ่งหุ่ม
พวกนี้ชอบอาศัยอยู่ตามป่าถ้ำปฏิบัติรหัสยลัทธิที่เคร่งครัด

กายเคาะริจิต (kharijites) หรือเคาะวาริจ (khwarij)

..............นิกายนี้แตกแยกออกมาเพราะความคิดเห็นทางการเมืองเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
เป็นพวกที่ไม่ยอมรับว่าอาลีเป็นเคาะริฟะฮฺ จึงขอแยกตัวออกไป การแยกตัวออกไปเช่นนี้จึงถูกเรียกว่า
"เคาะวาริจ" เพราะคำว่า "เคาะวาริจ" อาซิม นันจิ (Azim Nanji" 1988 :
334) ได้แปลความหมายว่า "ผู้จากไป" หรือ "ผู้แยกออกไป"
.............. พวกที่นับถือนิกายนี้ค่อนข้างเคร่งศาสนามาก
และยืนหยัดที่จะซื่อสัตย์ต่อคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งเครัด
โดยไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ทางเครือญาติและมิตรสหาย
พวกที่นับถือนิกายนี้ส่วนมากอยู่ในบริเวณตอนเหนือของอาฟริกา บริเวณ โอมัน (Oman) และ แซนซิบา (Zanzibar)
ซึ่งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกของทวีปอาฟริกา และนิยมเรียกตนเองว่า "อิบาดี" (Ibadi)


ศาสดาและประวัติ
ท่านศาสดามุหะมัด

...........ท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล) เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๗ (บ้างก็ว่า ๑๒)
เดือนร็อบีอุลเอาวัล ในปี ค.ศ. ๕๗๐ ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด(ซล)มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม
เป็นสุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก ปีที่ท่าน เกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับร็อฮะหฺแห่งอบิสสิเนีย
(เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะหฺ เพื่อทำลายกะอฺบะหฺ อันศักดิ์สิทธิ์
แต่อัลลอหฺได้ทรงพิทักษ์มักกะหฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้
จนไพร่พลต้องล้มตาย ระเนระนาด เนื้อตัวทะลุดุจดั่งใบไม้ที่ถูกหนอนกัดกิน
อุปราชอับร็อฮะหฺจึงจำต้องถอยทัพกลับไป

...........ในปีเดียวกันนั้นมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย
เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิเปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึง รากเง่าและพังทลายลง
ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรแอสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปีนั้นต้องดับลงไปด้วย

........... เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ ๒๐ ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม
และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของคอดีญะหฺเศรษฐีนีหม้าย ผู้มีเกิยติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช
นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศ
ซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย
จึงทำให้นาง พอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก

........... เมื่ออายุ ๓๐ ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ ฟุ ฎ ูล
อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ
ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุง สาธารณกุศล

........... เมื่ออายุ ๔๐ ปี ท่านได้รับว่าวะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ในถ้ำฮิรออฺ
ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยฑูตญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก
เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺดั่งที่ศาสดามูซา(โมเสส) อีซา (เยซู)เคยทำมา
นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา ๒๓ ปี
พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน

........... ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศ์ญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน
ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทอง ของท่านไปมากมาย
และท่านอบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศ
เผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่นๆที่เคยนับถือท่าน
พากันโกรธแค้น ตั้งตน เป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ
ชนมุสลิมถูกค่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร
อบูซุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้า
มุชริกูนที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม

........... เมื่อชาวมุชริกูนเอาชนะรัฐอิสลามไม่ได้ ก็ได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๖๒๘
เรียกสัญญาสงบศึกครั้งนั้น ว่า สัญญา ฮุดัยบียะหฺ

........... ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ๖๒๙ ชาวมักกะหฺได้ละเมิดสัญญาสงบศึก ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. ๖๓๐
ท่านนบีจึงนำทหาร ๑๐๐๐๐ คนเข้ายึดเมืองมักกะห
ท่านจึงประกาศนิรโทษกรรมให้ชาวมักกะหฺเกือบทั้งหมดยกเว้นบางคน ในจำนวนนั้นมีอัลฮะกัม
แห่งตระกูลอุมัยยะหฺที่ท่านนบีประกาศให้ทุกคนบอยคอตเขา
การนิรโทษกรรมครั้งนี้มีผลให้ชาวมักกะหฺซาบซึ้งในความเมตตา ของท่าน
จึงพากันหลั่งใหลเข้านับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก

...........ท่านนบีมูฮัมมัด(ซล) ได้สิ้นชีวิตที่เมืองมดีนะหฺ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร็อบีอุลเอาวัล
ฮ.ศ.ที่ ๑๑ ซึ่งตรงกับ ๘ มิถุนายน ปี ค.ศ. ๖๓๒ รวมอายุได้ ๖๓ ปี


หลักคำสอน
ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนอาหรับ โดยมีความเชื่อตามโบราณเดิมเกี่ยวกับหินศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า หินกาบะห์
อำนาจลึกลับ ผีสาง เทวดา เวทมนต์คาถา พ่อมด หมอผี คำทำนาย การเสี่ยงทาย การนับถือภูเขา ต้นไม้ น้ำพุ
บูชาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวต่าง ๆ อิสลามมาจากคำว่า อัสละมะ แปลว่าสันติ การยอมนอบน้อมตน
ชาวมุสลิมมุ่งตามความคิดเห็นของพระเจ้าโดยไม่เห็นแก่ชีวิต มีความเชื่อหลักศรัทธา 6 ประการ

๑. ศรัทธาในพระเจ้า คือ พระอัลเลาะห์

๒. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห์ คือ เทวฑูตของพระเจ้า
ซึ่งเป็นคนกลางทำหน้าที่สื่อสารระหว่างศาสดามะหะหมัดกับพระเจ้า บันทึกความดีความชั่วของมนุษย์
ถอดวิญญาณออกจากร่างเวลามนุษย์ตาย และสัมภาษณ์ผู้ตาย ณ หลุมฝังศพ

๓. ศรัทธาในคัมภีร์ อัลกุรอ่าน เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระเจ้าสั่งตรงผ่านพระมะหะหมัดลงมาให้มนุษย์โลก

๔. ศรัทธาต่อบรรดาศาสนฑูต

๕.ศรัทธาต่อวันพิพากษาโลก เรียกวันนี้ว่า วันกียามะห์

๖. ศรัทธาในกฏสภาวะของพระเจ้า มีทั้งกฎตายตัว และไม่ตายตัว

กฎตายตัว คือ กำหนดเพศพันธุ์
กฎไม่ตายตัว คือ ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว

วิธีการดำเนินชีวิต มี 5 ประการ ...ที่ต้องปฏิบัติพร้อมกันทั้งกาย วาจา ใจ

การปฏิญาณตน ว่าไม่มีพระเจ้าองค์อื่นใดนอกจากพระอัลเลาะห์ และพระมะหะหมัด
การละหมาด คือการสวดมนต์ บูชาพระเจ้าวันละ 5 ครั้งเพื่อแสดงความขอบคุณ สรรเสริญ และขอขมาพระเจ้า
การทำให้หันหน้าไปทางประเทศซาอุดิอาระเบีย เช้าตรู่ สาย บ่าย เย็น ก่อนนอน
การถือศีลอด 1 เดือน คือการบังคับตนงดจากการดื่ม หรือจิตใฝ่ต่ำ ตั้งแต่ตะวันขึ้น จนถึงตะวันตกดิน ใน
เดือนรอมมาดอน เป็นเดือนที่ 9 ตามทัศนคติ ต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป ถึงปฏิบัติได้ ยกเว้นคนชรา คนป่วย
หญิงมีครรภ์ หญิงลูกอ่อน
การบริจาคทรัพย์ เรียกว่า ซากาต คือการกระทำให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน หมายถึงการบริจาคในทุกรอบปี
เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่น
การประกอบพิธีฮัจญ์ แปลว่า การมุ่งไปสู่ หรือ การไปเยือนที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ใช้เวลา 2
สัปดาห์ โดยรอบปี โดยการเดินรอบวิหาร กาบะ จูบก้อนหินดำก้อนใหญ่
พิธีนี้ไม่ได้บังคับให้ชาวมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ศาสนสถานในศาสนาอิสลามเรียกกันว่า สุเหร่า - มัสยิด

วันสำคัญทางศาสนา
วันที่ 1 (วันขึ้น 1 ค่ำ) เดือนเซาวาล (เดือนที่ 10)
............วันอีด ซึ่งมี 2 วาระคือ อีดิ้ลฟิตริ และอีดิ้ลอัฎฮา

............วันอีดิ้ลฟิรตริ อัลฟิตริ แปลว่า สภาพเดิม เมื่อนำเอาคำว่า “อีด” มาประสม (สนธิ) กับ
“อัลฟริตรฺ” จึงได้เป็นอีดิ้ลฟิตรฺ มีความหมายว่า
วันรื่นเริงเนื่องในการครบรอบเข้าสู่สภาพเดิมหรือเทศกาลของการเข้าสู่สภาพเดิม คือสภาพที่ไม่ต้องอดอาหาร
............ในระหว่างเดือนรอมฎอน (เดือนที่ 9 ของศักราชอิสลาม) มุสลิมจะถือศีลอดเป็นเวลา 1 เดือน
(ดั่งได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น) ซึ่งบางคนเรียกว่าถือบวช
ฉะนั้นวันอีดืลฟิตริคือวันรื่นเริงที่กลับสู่สภาพเดิมคือไม่ต้องถือบวช จึงนิยมเรียกวันนี้ว่า
“วันออกบวช” หรือ “วันอีดเล็ก”

............วันอีดิ้ลอัฎฮา อัฎฮา แปลว่า การเชือดสัตว์พลี เพื่อเป็นอาหารแก่ประชาชนและคนยากจน
เมื่อนำมารวมกับคำว่า “อีด” จึงเป้น “อีดิ้ลอัฎฮา”
ซึ่งหมายถึงวันรื่นเริงเนื่องในการเชือดสัตว์พลีเป็นอาหารแก่ประชาชนและคนยากจน ตรงกับวันที่ 10 ของเดือน
ซุ้ลฮิจญะ อันเป็นเวลาเดียวกันกับการประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮฺของมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น
ชาวไทยมุสลิมจึงนิยมเรียกว่า “วันออกฮัจญี” หรือวัน “อีดใหญ่”

วัวันที่ 1 ของเดือนที่ 10 ถึงวันที่ 10 ของเดือน 12
............ จะเริ่มวันใดก็ได้ระหว่างเทศกาล การประกอบพิธีทำฮัจจ์
นี้ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดมุสลิมจากทั่วโลกจะไปชุมนุมทำพิธีกันใน โอกาสนี้มากที่สุด
การเดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์นอกเทศกาลนี้ ก็อาจจะกระทำได้ แต่เรียกว่า "อุมเราะห์" แปลว่า
หัจญ์เล็ก .............การทำฮัจจ์ คือการเดินทางไป ปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะหฺในเดือนซุลฮิจญะห์
ตามวันเวลา และสถานที่ต่างๆที่ทางศาสนา กำหนดไว้

วันที่ 8 เดือน 12
............ (ชุลฮิจยะฮ์) ของปฏิทินอาหรับ เป็นวันที่อาจเริ่มพิธีหัจญ์
มุสลิมทุกคนอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดแล้วแต่งกายด้วย ชุดเอียะฮ์
รามหรืออิห์รอมซึ่งประกอบด้วยผ้าใหม่สีขาวสะอาด 2 ผืน ผืนหนึ่งใช้นุ่งอีกผืนหนึ่งใช้ห่ม
สำหรับหญิงต้องแต่งกาย มิดชิดแล้ว นมัสการพระเจ้า ตั้งจิตอธิษฐาน (นียะห์) ว่าจะประกอบ พิธีหัจญ์
และครองเอียฮ์รามถวายแด่อัลเลาะห์เจ้า เวลาหลังเที่ยง แล้วออกเดินทางไปยังทุ่งอาระฟะฮ์ ซึ่งอยู่ห่างจาก
เมืองเมกกะ 20 กิโลเมตร มุสลิมที่เดินทางมาแสวงบุญทั้งหมดจะพักรวมกันอยู่ ณ ที่นี้ ตั้งแต่บ่ายวันที่ 9
ถึงเช้าตรู่วันที่ 11

วันที่ 11 หลังละหมาดเวลาค่ำ
(มัฆริบ) แล้วทุกคนเดินทางย้อนกลับมาพักแรมที่ทุ่งกว้างนอกมัสยิดชื่อ "มุชตะลิฟะต์"
ซึ่งอยู่ห่างจากนครเมกกะ 7 กิโลเมตร ที่
มุชตะลิฟะต์ผู้แสวงบุญทุกคนจะต้องเก็บก้อนหินขนาดย่อมกว่าหัวแม่มือเล็กน้อยไว้จำนวน 70

http://religion.m-culture.go.th/sitemap.asp?id_menu1=52

โดย : Webmaster IP : 203.188.46.13 [ 31/07/2005 , 20:53:31 ]

ความคิดเห็นที่ : 2


ศาสนาคริสต์

..........ก่อนสมัยพระเยซูประสูติ ชนชาติยิวซึ่งในสมัยโบราณเรียกกันว่า "ฮิบรู" (Hebrew)
เป็นชนผิว ขาวเผ่า เสมิติคสาขาหนึ่ง มีอาชีพร่อนเร่เลี้ยงสัตว์อยู่ในทะเลทรายอาระเบีย เคยอพยพ
เข้าไปตั้งถิ่นฐาน อยู่ทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสอยู่ระยะหนึ่ง จนถิ่นที่อพยพเข้าไปอยู่เกิด
ความแห้งแล้ง จึงพากันอพยพต่อไป พวกหนึ่งได้เข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า "ปาเลสไตน์
" อีกพวกหนึ่งเข้าไป อาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ (เมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสต์กาล)
..........ดินแดนที่เรียกว่า "ปาเลสไตน์" (Palestine) ซึ่งฮิบรูพวกหนึ่งอพยพ
เข้าไปอาศัยอยู่ครั้งนั้น มีเนื้อที่ประมาณ 25,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนฝั่ง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศเหนือจรดประเทศซีเรีย ทิศใต้จรดประเทศอียิปต์ ทิศตะวันออกจรดแม่น้ำจอร์แดน
ทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อพวกฮิบรูอพยพมาสู่ดินแดนนี้ใหม่ ๆ บริเวณดังกล่าวเป็นอาณาจักร
ของพวกเจริญที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนช้านานแล้ว (ประมาณ 1,500 ปี) เรียกว่า "คานาอัน"
(Canaan) ของชนเผ่า "เคนันไนท์" (Cananite
..........พวกเคนันไนท์ เป็นชนเผ่าเสมิติคอีกสาขาหนึ่งซึ่งเจริญขึ้น เพราะได้รับอารยธรรมจากอียิปต์และ
บาบิโลเนีย สามารถสร้าง บ้านเมืองใหญ่โต มีป้อมปราการล้อมรอบ เรียกว่า "นครเยรูซาเลม"
(Herusalem)
.......... พวกฮิบรูที่อพยพเข้ามาภายหลังตอนแรก ๆ ต้องอาศัยพวกเคนันไนท์อยู่นอกำแพงเมือง
พวกเคนันไนท์ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม เรียกผู้อพยพมาอยู่ใหม่เหล่านี้ว่า "ฮิบรู" (Hebrew)
แปลว่า "พวกข้างโน้น"ต่อมาพวกฮิบรูเริ่มเจริญขึ้นเพราะได้รับ ขนบธรรมเนียม
ประเพณีและอารยธรรมจากพวกเคนันไนท์ได้เข้าปะปนกับเจ้าของถิ่นเดิม จนกลายเป็นพวกเดียวกัน ระยะนี้พวกฮิบรู
มีความเป็นอยู่ที่ แตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น 2 พวก คือ พวกที่อยู่ทางเหนือ ใกล้ชิดกับพวกเคนันไนท์มาก
มีขนบประเพณีและ วิธีการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกันกับพวกเคนันไนท์
ส่วนพวกที่อยู่ทางใต้ยังคนร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ ใช้ชีวิตแบบเดิมและรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมอยู่
..........สังคมของพวกฮิบรู ด้านการปกครอง สมัยที่ยังร่อนเร่พเนจรอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ
มีหัวหน้าใหญ่เป็นผู้นำ เรียกว่า "พาทริอาร์ค" (Patriarch) แปลว่า "พ่อหมู่"
เป็นผู้ควบคุม พ่อหมู่หรือหัวหน้าหมู่มีอำนาจเหนือผู้คนและทรัพย์สินของลูกหมู่ทุกคน
ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำการเดินทาง แม่ทัพ ตุลาการ ผู้สอนศีลธรรมจรรยา
และเป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าเบื้องบนด้วย ด้านศาสนา พ่อหมู่อธิบายว่าตนทำทุกอย่างตามบัญชาพระผู้เป็นเจ้า
การที่ลูกหมู่ผู้ใดจะได้รับทุกข์สุขขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเขาเอง
ถ้าเขาเหล่านั้นเชื่อมั่นในพระเจ้าและกระทำความดี
พระเจ้าจะบันดาลให้พบดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และอยู่อย่างเป็นสุข ถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าและประพฤติชั่วกันมาก
ๆ พระเจ้าจะทรงลงโทษให้ได้รับทุกข์
..........พวกฮิบรูมีความเป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งถึงสมัยพ่อหมู่มีนามว่า "ยาคอบ"
ยาคอบเป็นคนแรกที่ประกาศและ ปฏิบัติตนเป็นผู้ยึดมั่นในพระเจ้าอย่างเคร่งครัด
ท่านผู้นี้เรียกชื่อตนเองในขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาว่า "อิสราเอล" (Israel) แปลว่า
"มั่นคงต่อพระเจ้า" นอกจากนี้ยังได้แบ่งพวกฮิบรูออกเป็น 12 กลุ่ม แล้วแต่งตั้งบุตร 12
คนของเขาเป็นหัวหน้า ปกครองกลุ่ม ๆ ละ 1 คน พวกฮิบรูจึงเรียกชื่อพวกตนเองว่า "อิสราเอลไลท์"
(Israelite) แปลว่า "ลูกของอิสราเอล" นับแต่นั้น ..........
ต่อมาโจเซฟบุตรชายคนหนึ่งของยาคอบ มีโอกาสเข้าไปรับราชการในราชสำนักของกษัตริย์อียิปต์ทำความดีความชอบ
ที่โปรดปรานของฟาโรห์จนได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี
ระยะนั้นพวกฮิบรูได้พากันอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ เป็นจำนวนมาก พวกฮีบรูมีร่างกายแข็งแรง
ขยันขันแข็งในการทำงานและมีความทรหดอดทนต่อความยากลำบาก เมื่อสิ้นบุญใจเซฟแล้ว
ฟาโรห์องค์ต่อมาได้เกิดไม่ไว้ใจเกร่งว่าพวกฮิบรูจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
จึงแยกฮิบรูให้ไปอยู่รวมกลุ่มกันต่างหาก
จากพวกตนลดฐานะลงเป็นทาสและเกณฑ์แรงงานไปใช้ในการก่อสร้างพีระมิด พวกฮบรูยิ่งได้รับความทุกข์ยากลำบาก
ปริมาณประชากรกลับยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนฟาโรห์ต้องมีคำสั่งให้ประหารชีวิตเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตาม
ครั้งนั้นปรากฏว่าทารกชาวฮิบรูผู้หนึ่งรอดตายจากคำสั่งประหาร เพราะมารดานำเด็กใส่แพลอยน้ำ
ทารกนั้นเป็นเด็กชาย เจ้าหญิงอียิปต์องค์หนึ่งพบเข้าและนำไปอุปการะ ตั้งชื่อว่า "โมเสส"
(Moses) แปลว่า "ผู้รอดตายจากน้ำ"

..........เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นเป็นผู้มีสติปัญญาดีและได้รับการศึกษาสูงเยี่ยงเจ้าชายองค์หนึ่ง
โมเสสมีจิตเมตตา สงสารพวกฮิบรูที่เป็นทาสถูกเกณฑ์แรงงานสร้างพีระมิดให้ฟาโรห์
และถูกผู้คุมทำทารุณกรรมต่าง ๆ ถึงกับสังหาร ผู้คุมชาวอียิปต์ที่ทารุณนั้น และลาออกจากตำแหน่ง
หน้าที่ราชการ มาเป็นหัวหน้าวางแผนพาพวกฮิบรูหลบหนี จากอียอิปต์ไปสู่ประเทศปาเลสไตน์
เป็นผลสำเร็จดินแดนแห่งนี้พวกฮิบรูถือว่าเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญา แห่งพระเจ้า ที่ทรงประทาน ให้แก่พวกเขา
ที่ปาเลสไตน์ โมเสสได้รับการยกย่องนับถือจากประชาชน ที่ตนพา หลบหนีจาก ประเทศ
อียิปต์ตลอดจนพวกอิสราเอลไลท์ ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า ณ ดินแดนแห่งนี้
โมเสส ได้วางรากฐานที่สำคัญให้แก่สังคมฮิบรู คือ


..........1) จัดทำกฎหมายและกำหนดระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลไลท์ขึ้น
กฎหมายและระเบียบการปกครองดังกล่าว มีสารที่สำคัญ
คือให้ถือว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลไลท์ พระเจ้าทรงมอบหน้าที่ให้ผู้แทนของพระองค์
(ซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง) เรียกว่า "ยัดซ์" (Judge) แปลว่า "ผู้วินิจฉัย"
ทำหน้าที่เป็นตุลาการพิพากษาคดี แผ่นดินทั้งหมด เป็นสมบัติของพระเจ้า ห้ามซื้อขาย
ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามทางศาสนาจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก ผู้กระทำผิด ทางอาญาเช่นไร
จะต้องได้รับโทษตอบแทนในทำนองเดียวกัน (ตาต่อตาฟันต่อฟัน)
.......... 2) ด้านศาสนา กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว คือ "ยาเวห์" หรือ
ยะโฮวา" (Yaveh,Yahoveh) พระเจ้าทรง ประทานกฎแห่งความประพฤติ (ศีล) แก่ประชาชน 10 ประการ เรียกว่า
"บัญญัติ 10 ประการ" (Ten Commanments) เมื่อ โมเสสถึงแก่กรรม
ปรากฏว่าพวกฮิบรูมีความสามัคคีและมีกำลังเข้มเข็งขึ้น โจชัว คนสนิทของโมเสสสามารถยกกำลังแย่งชิงดินแดน
ของพวกเคนันไนท์ได้ ..........
นับแต่เริ่มอพยพเข้ามาอยู่ในปาเลสไตน์จนยึดอาณาจักรคานาอันของพวกเคนันไนท์ได้ พวกอาราเอลไลท์
ไม่เคยมีกษัตริย์ปกครอง จึงไม่สามารถรวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ทั้งหมด
เมื่อตั้งบ้านเมืองใต้ก็ถูกรุกราน จากศัตรูใกล้เคียงพวก ฟิลิสติน (Philistine) ซึ่งอพยพจากเกาะครีต
(Crete) เข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบชายทะเล ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปาเลสไตน์
พวกอามอไรท์และฮิตไตท์จากทางเหนือ ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกษัตริย์ปกครอง
พวกอิสราเอลไลท์ได้พร้อมใจกันเลือกหัวหน้ากลุ่มที่เข้มแข็งในการสงครามผู้หนึ่ง ชื่อ "ซอล"
(Saul) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรก เมื่อประมาณ 1050 ปี ก่อนคริสต์กาล
.......... สมัยที่พระเจ้าซอล ปฐมกษัตริย์ปกครองพวกอิสราเอลไลท์
พระองค์มิได้สร้างบ้านเมืองและพระราชวังเป็นที่ประทับ
ยังคงประทับในกระโจมซึ่งพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายได้โดยสะดวก ตอนต้นสมัยแห่งรัชกาลของพระองค์ทรงทำสงครามชนะ
พวกฟิลิสติน แต่ปลายรัชกาลทรงประสบความปราชัย ต่อมาทรงมีพระสติวิปลาสถึงกับพระชนม์พระองค์เองหลังจาก
พระเจ้าซอลสิ้นพระชนม์แล้ว พวกอิสราเอลไลท์ได้เลือกอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าซอลผู้สามารถในการสงคราม
และกล้าหาญที่ถูกพระเจ้าซอลเนรเทศ ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าดาวิด (David)
พระเจ้าดาวิดทรงครองราชย์ อยู่ระหว่าง 1705-993 ปีก่อนคริสต์กาล สมัยของพระองค์นับได้ว่า
เป็นสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ ของพวกอิสราเอลไลท์
ทรงตีได้นครเยรูซาเลมของพวกเคนันไนท์และสถาปนาอาณาจักรยูดาห์ (Udah) ขึ้น ณ บริเวณเนินสูงยูเดีย
และสมัยนี้เองที่พวกฮิบรูหรืออิสราเอลไลท์ เรียกตัวเองว่า "ยูดาย" หรือ "ยิว"
(Jew)
.......... สิ้นรัชสมัยพระเจ้าดาวิด พระเจ้าโซโลมอน โอรสพระเจ้าดาวิดทรงทำให้อาณาจักรยูดาห์มั่งคั่ง
และรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ทรงสร้างวัดและโบสถ์วิหารงดงามขึ้นในอาณาจักรยูดาห์
ทรงทำนุบำรุงศาสนาประจำชาติของยิวให้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็น อย่างมาก
.......... อย่างไรก็ตาม ปลายรัชกาลพระเจ้าโซโลมอนทรงปล่อยให้ลัทธิศาสนาฟินิเชียนและอียิปต์
ซึ่งบูชารูปเคารพและนับถือเทพเจ้า หลายองค์ เข้ามาเผยแผ่ทางภาคเหนือ
ทำให้ประชาชนทางเหนือพากันรับนับถือเทพเจ้าของลัทธิศาสนาอื่นมากขึ้น ประชาชนทาง
ใต้ซึ่งเคร่งครัดในลัทธิศาสนาเดิมของตน ต่างพากันชิงชังพวกฝ่ายเหนือ
ขณะเดียวกันพวกฝ่ายเหนือซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจ ดีกว่าพวกทางใต้
ก็ไม่พอใจที่กษัตริย์ของตนทำนุบำรุงศาสนาแต่เฉพาะทางใต้ ดังนั้น เมื่อพระเจ้าโซโลมอนสิ้นพระชนม์ เมื่อ
953 ปีก่อนคริสต์กาล อาณาจักรของพวกฮิบรู จึงแตกแยกออกเป็น 2 อาณาจักรคือ
.......... 1. อาณาจักรทางเหนือ เรียกว่า "อิสราเอล" (Israel) มีเมืองสมาเรีย (Samaria)
เป็นเมืองหลวง
.......... 2. อาณาจักรทางใต้ เรียกว่า "ยูดาห์ (Udah) มีเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง
.......... หลังแตกแยกกันแล้วความขัดแย้ง