3 เดือน บรรลุโสดาบัน

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า   

          “ สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1)   ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2)   บางชาติเกิดเป็นเทวดา   บางชาติเป็นมนุษย์    บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน  บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย  บางชาติต้องตกนรก   ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด    ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้    เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ  ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)

......อ้างอิง...ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงการราชิวิทยาลัย (เล่มที่ / หน้าที่ )

1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๓    
2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๗    
3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๓๕๐-๓๖๕

ดูใน : http://www.o2blog.com/myblog/blog.php?user=montasavi

 

 

ตายแล้วไปไหน

          พระพุทธเจ้าตรัสว่า“ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา  จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ  สุคติ ปาฏิกงฺขา”    แปลว่า..เมื่อจิตผ่องใส สุคติเป็นอันหวังได้  เมื่อจิตเศร้าหมองทุคติเป็นอันหวังได้.. 

          หมายความว่า …ขณะที่เราตาย ถ้าจิตผ่องใส นึกถึงบุญกุศลที่เคยทำไว้  พอตายปุ๊ปก็จะไปเกิดในสุคติ โลก สวรรค์ในทันที จะเกิดเป็นมนุษย์เทวดาหรือพรหมตามกำลังความผ่องใสของจิตขณะสุดท้าย   ...แต่ถ้าขณะที่จะตายมีจิตเศร้าหมอง นึกถึงบาปอกุศลที่เคยทำไว้  พอตายปุ๊ปก็จะไปเกิดในทุคติทันที  จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เปรต/อสุรกาย หรือตกนรก  ตามกำลังความเศร้าหมองของจิตขณะสุดท้าย

....อ้างอิง..ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎก(มจร.)เล่มที่ ๑๒ หน้า ๖๓ ,และคัมภีร์อรรถกถา หน้า๑๘๐

 

นรกเป็นเช่นไร?    

          นรก  คือ  ภพที่มีแต่ความร้อนรนทุกข์ทรมานหลบหนีไม่ได้   พระเถระท่านหนึ่งกล่าวเปรียบไว้น่าฟังว่า  “ ท่านเคยฝันร้ายที่ต้องถึงกับสะดุ้งตื่นหรือเปล่า? ความรู้สึกในนรกก็เหมือนกันกับฝันร้ายอย่างสุดๆ  ต่างกันแต่ในนรกไม่มีโอกาศผวาตื่นเท่านั้นเอง 

 

อ้างอิง : คัมภีร์พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ                                                                                                                       - เล่มที่ ๒๘ หน้า  ๒๕๑  (  เนมิราชชาดก )

                - เล่มที่ ๒๘ หน้า ๔๗ ,๕๓                ( สังกิจจชาดก )                                                                                                     - เล่มที่ ๒๙ หน้า ๔๘๒

                - เล่มที่ ๑๔ หน้า ๒๔๒

                - เล่มที่ ๒๘  หน้า ๕๒

                -  เล่มที่ ๑๔  หน้า ๒๕๙

                -  เล่มที่ ๑๙   หน้า ๖๒๕

                - เล่มที่ ๒๖  หน้า ๑๖๘

 

 

นรกมีจริงหรือ โปรแกรมท่องนรก  v.2.0

http://www.mahamodo.com/downloads/programsdetail.asp?id=999998

http://www.mahamodo.com/images/downloadnow.gif

http://www.samathi.com/meditation/showthread.php?t=637

http://www.palungjit.com/board/showthread.php?p=676009

http://bannpeeploy.exteen.com/20070829/entry-9

 

 

 

 

          นรกมี ๒ ประเภท คือ

          . นรกบนดิน เช่น คุก ตาราง ซ่องบางแห่ง ค่าย กักกันนักโทษสงครามบางที่ เป็นต้น

          . นรกหลังตาย  เป็นภพของสัตว์ที่ต้องมาชดใช้กรรมชั่วที่ตนเองได้เคยทำไว้   มีแต่ความทุกข์ทรมาน และเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างคั่นมิได้

          ปัจจุบันเป็นยุคประชาธิปไตย  คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์  และมีสิทธิเสรีภาพในการเชื่อหรือไม่เชื่อไม่มีใครมาบีบบังคับได้  หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่อาจบังคับหรือเสกเป่าให้ใครมาเชื่อคำสอนของพระองค์ได้ พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางว่า ทางนี้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ควรเดิน ทางนี้เป็นไปเพื่อทุกข์ เป็นทางเศร้าหมองควรละ  เราจะเชื่อและปฏิบัติตามพระองค์หรือไม่เป็นสิทธิของเรา

          พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องนรกสวรรค์  ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เราไม่อาจบังคับได้ แต่ถ้าเชื่อจะมีผลดี ๒ ประการ คือ

          . จะทำให้ชีวิตของเขามีแต่ความสุขความเจริญ เพราะไม่กล้าทำความชั่ว กลัวว่าตายแล้วจะไปตกนรก  แล้วหันมามุ่งทำแต่คุณงามความดีเพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์ในชาติหน้า

          . ถ้าเกิดนรกมีจริง เขาก็ไม่ต้องไปตกนรกเพราะมุ่งทำคุณงามความดีมาโดยตลอด

          แต่ถ้าไม่เชื่อจะได้รับผลเสีย ๒ ประการเช่นกัน คือ

. ชีวิตในชาติปัจจุบันไม่มีความสุข เพราะสร้างแต่ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ ที่สุดก็ต้องไปอยู่ในคุก ตาราง ตกเป็นทาสของยาเสพติด

                    . ถ้าหากนรกมีจริง เขาก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน

          สรุปว่า  ถ้าเชื่อจะมีแต่กำไรและเสมอทุน  แต่ถ้าไม่เชื่อจะมีแต่ขาดทุนกับขาดทุน

ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า ๙๘

 

 

นรกเป็นเช่นไร? ..น่ากลัวจริงหรือ?

 

...พอเป็นตัวอย่าง  จากคัมภีร์พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘  หน้าที่ ๕๒

พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร จับปลา  ดักสัตว์ พวกโจร  พวกคนฆ่าวัว  พวกนายพรานและพวกที่กล่าวอ้างโทษว่าเป็นคุณ  พวกเขาจะถูกนายนิรยบาลทั้งหลายเข่นฆ่าด้วยหอกด้วยค้อนเหล็ก    ด้วยดาบ    ด้วยลูกศรและศีรษะจะปักดิ่งลงไปยังแม่น้ำกรด

ส่วนคนผู้ตัดสินคดีไม่เป็นธรรมจะถูกพวกนายนิรยบาลทุบตีด้วยค้อนเหล็กทุกเย็นทุกเช้าต่อแต่นั้นจะต้องกินอาเจียนที่สัตว์นรกเหล่าอื่นคายออก ที่มีอัตภาพลำบากทุกเมื่อฝูงกา    ฝูงสุนัขจิ้งจอก    ฝูงแร้งและฝูงกาป่าปากเหล็กก็พากันรุมจิกกัดกินสัตว์นรกผู้กระทำกรรมหยาบช้าซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่          

หญิงที่รีดลูกทั้งหลายจะต้องย่างเหยียบนรกบนคมมีดโกนอันคมกริบที่ไม่น่ารื่นรมย์ แล้วตกไปยังแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยาก

ต้นงิ้วทั้งหลายล้วนแต่เป็นเหล็ก    มีหนามยาว    ๑๖    องคุลีห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยากทั้ง        ฝั่ง

สัตว์นรกเหล่านั้นมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นไปเบื้องบนหนึ่งโยชน์มีกายเร่าร้อนด้วยไฟที่เกิดเองยืนอยู่เหมือนกองไฟที่ตั้งอยู่ในที่ไกล

หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดีชายผู้คบชู้กับภรรยาคนอื่นก็ดี  พวกเขาเหล่านั้นต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามแหลมคม

สัตว์นรกเหล่านั้นถูกอาวุธทิ่มแทงก็กลิ้งกลับเอาศีรษะลงเบื้องล่าง    ตกลงไปเป็นจำนวนมากถูกหลาวเหล็กทิ่มแทงร่างกายจนนอนตื่นอยู่ตลอดกาลอันยาวนาน

ต่อแต่นั้น    เมื่อราตรีสว่างแล้ว สัตว์นรกทั้งหลายก็ถูกนายนิรยบาลซัดเข้าไปยังโลหกุมภีอันใหญ่อุปมาดังภูเขามีน้ำร้อนอันเปรียบได้กับไฟ                 

 

 

          คัมภีร์พระไตรปิฎก ได้บรรทึกเรื่องนรกสวรรค์ไว้ให้พุทธศาสนิกชนหรือผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าดังต่อไปนี้

          . เทวทูตสูตร            เล่มที่ ๑๔  หน้าที่ ๒๕๙

          . นรก    เล่มที่ ๑๙   หน้าที่ ๖๒๕

          . เปรต   เล่มที่ ๒๖  หน้าที่๑๖๘

           . นรกใหญ่ ๘ ขุม  เล่มที่ ๒๘  หน้าที่ ๔๗

          . เทพบุตร เทพธิดา  เล่มที่ ๒๖ หน้า ๘-๑๕๐

 

 

 

 

เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุควิทยาศาสตร์  ความรู้หรือหลักวิชาการทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบทดลองทางวิทยาศาสตร์เสียก่อนจึงจะเชื่อถือได้   อย่างน้อยก็ต้องให้คนจบปริญญาเอกสักคนช่วยค้ำประกันให้  ฉะนั้น จึงขอเสนอรายชื่อหนังสือที่เขียนโดยศาสตราจารย์ของฝรั่ง มีเนื้อหายืนยัน ว่าชาติหน้ามีจริงดังนี้   

 

งานวิจัยเรื่อง   “ 23 ผู้กลับชาติมาเกิด”    โดย  Ian Stevenson, M.D. (ศาสตราจารย์ น..เอียน สตีเวนสัน)   มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย  พิมพ์โดย อภิธรรมมูลนิธิ หน้าพุทธมณฑล อ. พุทธมณฑล  จ. นครปฐม 73170

http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237  http://www.esolibris.com/articles/reincarnation/reincarnation_stevenson.php

            http://www.rogerwoolger.com/pastlife.html

             http://www.johnadams.net/how/index.html

 

Ian Stevenson, M.D. is known for his groundbreaking research into the phenomena of children who remember previous lives. From 1967-2001, Dr. Stevenson was the Director of the Division of Personality Studies at the University of Virginia. Ian Stevenson’s research into cases of children who claim to remember previous lives has taken him around the world. He employs rigorous scientific methods in his research into such cases. His Twenty Cases Suggestive of Reincarnation, published in 1966, documented 20 cases in which reincarnation was offered as the most plausible explanation for the phenomena. Dr. Stevenson is the author of many other books, including Unlearned Language (1984), Children Who Remember Previous Lives:  A Question of Reincarnation (1987), Where Reincarnation and Biology Intersect (1997), and European Cases of the Reincarnation Type (2003). Available titles by Ian Stevenson:

http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237

 

. ชาติภพ   โดย Brian L.Weiss,M.D.   ( มหาวิทยาลัยไมอามี่)   จุไรรัตน์ อารยะกิตติพงศ์  แปล สำนักพิมพ์มติชน ๑๒ ถ.เทศบาลนฤมาล ประชาชื่น๑ กทม.  ๑๐๙๐๐

http://www.matichonbook.com/images/cover/L470426102702.jpg
ชื่อหนังสือ : ชีวิตระหว่างภพ (
Life between Life)
หมวด : สารคดี -- สิ่งลี้ลับ/ความเชื่อ
ผู้แต่ง : อรทัย เจริญชาติ
จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
พิมพ์ครั้งที่ 4 : สำนักพิมพ์มติชน กันยายน 2548
กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน
จำนวนหน้า : 267 หน้า
ขนาดหนังสือ : 14.6
cm. x 25 cm.
ISBN : 974-322-433-5

 

. ประจักษ์พยานตายแล้วเกิด โดย   ดร. บุณย์ นิบเกษ โรงพิมพ์สหมิตรออฟเซท ๔๘ /๕๔  ถนนพระสุเมรุ   บ้านพานถม  พระนคร กทม. ๑๐๒๐๐โทร.๒๘๒๒๒๐๘  พิมพ์ครั้งที่ ๓

 

. จิตใต้สำนึกกับการระลึกชาติ  โดย Jess Stearn  “ทศยุทธ์” แปล สำนักพิมพ์เรืองบุญ ๑๐/  .๗ ต.บางกระสอ   .พระประแดง จ.สมุทรปราการ    

  

. ๒๕ ผู้ระลึกชาติ   โดย  นที ลานโพธิ   และคณะ    สำนัก พิมพ์ธารบัวแก้ว    ๒๕//๕๔ ซ.หมู่บ้านเจริญรัตน์ ถ.ประชาราษฏร์ ๑๖  .ตลาดขวัญ   .นนทบุรี 

 

. แว่นส่องจักรวาฬ  โดย พ...ชลอ อุทกภาชน์ ธ.. โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ ๔๗  .เฟื่องนคร พระนคร             กรุงเทพฯ ๒๕๐๒ (นายรวล รุ่งเรืองธรรม)

 

            เนื้อหาของหนังสือทั้ง ๖ เล่มนี้จะบอกให้รู้ว่า เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ มิใช่เป็นความเชื่อของชาวพุทธ  แต่เป็นกฏธรรมชาติที่มีอยู่คู่โลกและจักรวาล  ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  จะนับถือศาสนา/ศาสดาองค์ใดก็ตาม  ถ้าหากเขายังมีกิเลสตัณหาในจิตใจอยู่   เขาก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้ง ๓๑ ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเวียนสุขเวียนทุกข์  เป็นเทพบ้าง  เป็นมนุษย์บ้าง  เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง   ตกนรกบ้าง   ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

 

 

 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?


          พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้  เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ  ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)

 

เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)

ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)



จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา

 

เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(8) สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)
          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

 

เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
          แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้ แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน) ก็ไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)

กรรมฐาน

กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ  ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน    คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14)  ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว  ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก  แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15)    ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
          เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว    คนกลุ่มนั้นก็คือพวกฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  มีฤทธิ์เดชมากมาย  แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดสิ้นไปได้(16)   ยังมีความโลภ โกรธ เกลียดอยู่  ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น  ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)
          สมถกรรมฐาน (18) คือ การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19) ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)
          เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)


          เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 

อ้างอิง..พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่)
1. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
2. ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก. ๑๐/๑-๑๐
3. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๑๖/๒๒๓
4. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
5. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
6. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
7. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
8. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
9. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๖๘
10. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
11. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๗๐
12. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๙๗
13. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
14. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
15. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
16. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐ , ๒๕/๒๙๒
17. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
18. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
19. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
20. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
21. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
22. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐


http://dungtrin.com/

http://www.nkgen.com/

 

 

 

 

 

- ๒.  มีวิธีการไหนบ้างที่ทำให้ไม่ต้องตกนรกอีก ทั้งที่ได้เคยทำบาปอกุศลไว้ มาก ?

          ตอบ. มีซิ! ...ต้องบรรลุโสดาบันให้ได้ภายในชาตินี้(1)  ต้องเจริญวิปัสสสนา กรรมฐานจนผ่านญาณที่ ๑๓ ไปให้ได้...

          อ้างอิง   พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

1.       ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก  เล่มที่ ๑๔ หน้า ๑๘๖   

 

 

            - ๓.  ทำไมเราต้องเข้าถึง “พระนิพพาน”    เราแค่ทำบุญให้ทานมาก ๆ  แล้วไปเกิดเป็นเศรษฐีหรือเทวดา ก็พอแล้ว

ตอบ  .....ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็มีโอกาสที่จะตกนรกสูง  เพราะคนที่เกิดมาแล้วไม่ทำบาปเลย ไม่มี    แม้แต่คนที่ได้ไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว เมื่อเคลื่อนจากภพ เทวดาแล้ว จะไปตกนรกเสียส่วนมาก

 

          ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ปลายพระ นขา(เล็บ)ช้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วตรัสถามภิกษุทั้ง หลายว่า  “ ภิกษุทั้งหลาย   เธอเข้าใจความข้อนี้อย่างไร ฝุ่นที่เราใช้ปลายเล็บช้อนขึ้นมากับแผ่นดินใหญ่นี้ อย่างไหนจะมากกว่ากัน

          ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า ฝุ่นที่ปลายพระนขามีเพียงเล็ก น้อย เมื่อเทียบกับแผ่นดินใหญ่แล้ว คำนวนไม่ได้  เทียบกัน ไม่ได้ หรือไม่ถึงส่วนเสี้ยว”

          “ ภิกษุทั้งหลาย    ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน1สัตว์ที่จุติเทวดามาเกิดในเทวดา  มีจำนวนน้อย ส่วน เทวดาที่เคลื่อนจากสวรรค์แล้วไปเกิดในนรก  ไปเป็นเปรตมีจำนวนมากกว่า”

          “พวกเทพชั้นเวหัปผลาที่ไม่ได้สดับพุทธธรรมมีอายุประมาณ ๕๐๐ กัป  เมื่อสิ้นอายุ ให้ ระยะเวลาที่เป็นกำหนดอายุหมดไปแล้วไปสู่นรกบ้าง ไปสู่แดนเปรตบ้าง”

อ้างอิง...พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ ข้อ ๑๑๗๘ หน้า ๖๕๔  , เล่มที่ ๒๑ ข้อ ๑๒๕ หน้า ๑๙๓

                                                                                                         

            - ๓. พระโสดาบันทำให้ไม่ตกอบาย (เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก)อีกจริง หรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร

          ตอบ.  จริง ..เมื่อเจริญวิปัสสนาจนวิปัสสนาญาณขึ้นถึงญาณที่ ๑๔ โสดาปัตติมรรคจะทำหน้าที่ประหารตัวมิจฉาทิฏฐิที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง มิจฉาทิฏฐินี่แหละที่เป็นตัวเชื้อให้เราต้องตกอบาย (คือ กำเนิดเตรัจฉาน เปรต อสุรกาย ตกนรก)อีก(1)

เมื่อเราบรรลุโสดาบันได้แล้ว ไม่ว่าในอดีตชาติหรือชาติปัจจุบัน เราได้เคยทำบาปอกุศลไว้มากมายเพียงใดก็ตาม   ก็ไม่ต้องไปชดใช้กรรมในนรกอีกต่อไป และจะเกิดในสุคติภูมิ (โลกมนุษย์,สวรรค์) ได้อีกไม่เกิด ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง   สัตว์โดยทั่วไปต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ (คือ อรูปพรหม ๔ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น  เทวดา ๖ ชั้น  มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และนรก(2)  หาเบื้องต้นและที่สุดไม่พบ ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณ เหมือนบ้านเก่าทีต้องแวะเวียนไปอยู่เสมอ  แต่ถ้าเราสามารถบรรลุโสดาบันได้ภายในชาตินี้ ก็ไม่ต้องตกอบายอีก จะไปเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติแล้วบรรลุอรหันต์ เข้าถึงความดับภพชาติโดยสิ้นเชิง ไม่เกิดใหม่อีกต่อไป  เมื่อไม่เกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องตกนรก, ตกอบาย และไม่ต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว

…อ้างอิง   พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก  เล่มที่ ๒๓ หน้า ๙๗     2. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก  เล่มที่ ๒๓ หน้า ๖๗

                                                                                     

            - ๔. ปัจจุบันนี้ ยังมีผู้สอนวิธีปฏิบัติให้บรรลุโสดาบันอยู่อีกหรือไม่?

          ตอบ. เรื่องนี้สามารถสอบถามได้จากท่านผู้ผ่านการศึกษาพระไตรปิฎก และปฏิบัติวิปัสสนาอย่างเข็มข้นต่อเนื่องมาแล้วเป็นระยะเวลา ๓ เดือนเป็น อย่างน้อย ผู้เขียนเองถึงแม้จะไม่ช่ำชองปริยัติและปฏิบัติมากมายนัก แต่ก็พอ ให้ความมั่นใจได้ว่า ผู้ที่สามารถสอนวิปัสสนากรรมฐานให้บรรลุโสดาบันยังมีอยู่ จริงในปัจจุบัน ซึ่งมีหลักและวิธีการปฏิบัติที่สามารถสอบสวนเปรียบเทียบได้ กับหลักการที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา   หรือถ้าจะให้มั่นใจยิ่งขึ้น ก็ลองมาปฏิบัติดูก่อนสัก ๑๐ วัน แล้วขอฟังลำดับญาณ ก็จะรู้ว่ามีวิธีการปฏิบัติ ในแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งการปฏิบัติก็มิได้หนักหนาสาหัสสากัณอย่างที่คิด  คือ พักผ่อนประมาณ ๗ ชั่วโมง  เวลาที่เหลือนั่งสมาธิเดินจงกรมครั้งละ ๑ ชั่วโมงสลับกัน ปฏิบัติติตต่อกันอย่างถูกหลักสติปัฏฐาน ๔ ประมาณ ๓-๔ เดือนก็จะรู้ได้เองว่า ตนเองบรรลุโสดาบันแล้วหรือยังโดยไม่ต้องเชื่อต่อใครทั้งสิ้น (..แม้แต่พระอาจารย์ผู้สอน) ให้ตนเองตัดสินสภาวะจิตของตนเอง(1)

          …อ้างอิง   พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

          1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก  เล่มที่ ๒๙ หน้า ๒๗๔         

                                                                           

            - ๕. บรรลุโสดาบัน เกิดได้อีกเพียง ๗ ชาติ ยังน้อยไปยังอยากเกิดอีก หลายๆ ชาติ

          ตอบ... ต้องการเกิดมากกว่านั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธการตกนรกได้   ให้เลือกเอา !

 

 

            นรกเป็นเช่นไร? ..น่ากลัวจริงหรือ?

 

ตอบ..พอเป็นตัวอย่าง  จากคัมภีร์พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘  หน้าที่ ๕๒

พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร จับปลา  ดักสัตว์ พวกโจร  พวกคนฆ่าวัว  พวกนายพรานและพวกที่กล่าวอ้างโทษว่าเป็นคุณ  พวกเขาจะถูกนายนิรยบาลทั้งหลายเข่นฆ่าด้วยหอกด้วยค้อนเหล็ก    ด้วยดาบ    ด้วยลูกศรและศีรษะจะปักดิ่งลงไปยังแม่น้ำกรด

 

ส่วนคนผู้ตัดสินคดีไม่เป็นธรรมจะถูกพวกนายนิรยบาลทุบตีด้วยค้อนเหล็กทุกเย็นทุกเช้าต่อแต่นั้นจะต้องกินอาเจียนที่สัตว์นรกเหล่าอื่นคายออก ที่มีอัตภาพลำบากทุกเมื่อฝูงกา    ฝูงสุนัขจิ้งจอก    ฝูงแร้งและฝูงกาป่าปากเหล็กก็พากันรุมจิกกัดกินสัตว์นรกผู้กระทำกรรมหยาบช้าซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่          

หญิงที่รีดลูกทั้งหลายจะต้องย่างเหยียบนรกบนคมมีดโกนอันคมกริบที่ไม่น่ารื่นรมย์ แล้วตกไปยังแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยาก

ต้นงิ้วทั้งหลายล้วนแต่เป็นเหล็ก    มีหนามยาว    ๑๖    องคุลีห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยากทั้ง        ฝั่ง

สัตว์นรกเหล่านั้นมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นไปเบื้องบนหนึ่งโยชน์มีกายเร่าร้อนด้วยไฟที่เกิดเองยืนอยู่เหมือนกองไฟที่ตั้งอยู่ในที่ไกล

หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดีชายผู้คบชู้กับภรรยาคนอื่นก็ดี  พวกเขาเหล่านั้นต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามแหลมคม

สัตว์นรกเหล่านั้นถูกอาวุธทิ่มแทงก็กลิ้งกลับเอาศีรษะลงเบื้องล่าง    ตกลงไปเป็นจำนวนมากถูกหลาวเหล็กทิ่มแทงร่างกายจนนอนตื่นอยู่ตลอดกาลอันยาวนาน

ต่อแต่นั้น    เมื่อราตรีสว่างแล้ว สัตว์นรกทั้งหลายก็ถูกนายนิรยบาลซัดเข้าไปยังโลหกุมภีอันใหญ่อุปมาดังภูเขามีน้ำร้อนอันเปรียบได้กับไฟ                 

 

            - ๖.  ข้าพเจ้ามีบารมีไม่ถึงปฏิบัติคงไม่บรรลุหรอก ปฏิบัติแล้วไม่บรรลุจะเสียเวลาปล่าว?     

          ตอบ. คุณเอาอะไรมาตัดสินว่า ตนเองมีบารมีถึงหรือไม่ถึง จากประสบ การณ์ที่ได้สัมผัสกับผู้ปฏิบัติหลาย ๆ ท่าน ซึ่งคาดว่าได้บรรลุธรรมขั้นต้นแล้ว บางท่านฐานะทางบ้านไม่ดีนัก (..เพราะชาติก่อนมิได้ทำบุญให้ทานเอาไว้ แม้แต่สมัยพระพุทธเจ้าก็ยังเคยมียาจกเข็ญใจคนหนึ่ง ชื่อสุปพุทธะได้แอบฟัง ธรรมเพียงกัณฑ์เดียวสามารถบรรลุโสดาบันได้(1) )  ผู้ปฏิบัติบางคนป่วยหนักจน ใกล้จะตายแล้ว แสดงว่าชาติก่อนเคยทำผิดศีลข้อ ๑ ไว้มาก เพื่อนของข้าพเจ้า บางท่านเรียนไม่เก่งเลย ผู้ปฏิบัติบางคนอ่านหนังสือไม่ออกเสียด้วยซ้ำ แต่ทุกท่านทุกชนชั้นก็สามารถปฏิบัติจนเกิดดวงตาเห็นธรรมได้ภายในระยะเวลา    เพียง ๓ -๔ เดือนเท่านั้น

..เรื่องบุญบารมีนี้ ผู้เขียนมีความคิดว่า ถ้าบุคคลผู้นั้นตัดสินใจได้ว่า “ฉันจะปฏิบัติวิปัสสนาแบบเอาชีวิตเข้าแลกให้ครบระยะเวลา ๓ เดือน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ภายใน ๓ เดือนนี้จะไม่ออกเด็ดขาด ไม่ว่าลูกจะตาย แม่จะเสียชีวิต หรือบ้านถูกไฟใหม้ ฉันก็จะไม่เลิกจากการปฏิบัติเด็ดขาดจนกว่าจะครบ ๓ เดือน” ถ้าหากผู้นั้นตัดสินใจเด็ดขาดได้เช่นนี้ ก็เท่ากับว่าเขามีบารมีพร้อมบริบูรณ์ที่จะบรรลุธรรมแล้ว  บุญบารมีในการบรรลุธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับฐานะหรือความรู้ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว ยอมเอาชีวิตเข้าแลก และความมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติมากกว่า

          ..การตัดสินใจที่จะลงมือปฏิบัติวิปัสสนาเป็นระยะเวลา ๓ เดือนเต็มนั้น มิใช่เรื่องยากเลยถ้าเรารู้จักคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่า “ การที่ต้องตกนรก เกิดเป็นผี เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานอีกนับล้านนับโกฎิปี(2)  กับการยอมสละเวลา เล็กน้อย เพียงแค่ ๓-๔ เดือน เพื่อปฏิบัติวิปัสสนาให้บรรลุถึงโสดาปัตติมรรคญาณ ปิดประตูอบายเสียให้สนิท  เราจะเลือกเอาอย่างไหน

…อ้างอิง   พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

1.ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก  เล่มที่ ๒๕ หน้า ๒๕๖  

2.ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ หน้า ๖๕๘

 

          - . โสดาบันคืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร?      

          ตอบ. โสดาบัน แปลว่า เข้าถึงกระแสที่จะไหลไปสู่ความไม่เกิดอีกภายใน ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง(1)   (เมื่อไม่เกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ ต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว) เป็นมรรคขั้นต้นของมรรคทั้ง ๔ ( โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา เป็นเป้าหมายสำคัญที่สัตว์ทั้งมวล ผู้รักสุขเกลียดทุกข์และต้องการ สุขแท้สุขถาวร ควร/ต้องไปให้ถึงให้ได้ภายในชาตินี้ ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานให้วิปัสสนาญาณเกิดไปตามลำดับจนครบ ๑๖ ขั้น ก็จะสำเร็จเป็นพระโสดาบันโดยสมบูรณ์(2)              

…อ้างอิง   พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

          1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๔๑

          2. ดูรายละเอียดใน คัมภีร์อรรถกถา สังยุตนิกาย (บาลี) เล่มที่ ๒ หน้า ๑๔๓

         

                                                        

            - ๘.  วิปัสสนาคืออะไร? ทำไมต้องปฏิบัติ?

ตอบ. วิปัสสนา แปลว่า เห็น(รู้อย่างเข้าใจ)แจ่มแจ้งในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อาการที่เคลื่อนไหว ใจที่คิด เป็นต้น เป็นวิธีการปฏิบัติที่จะนำกายและใจ ของผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวดับ สงบ เย็น(นิพพาน)ได้(1)  ถ้าต้องการสุขแท้ สุขถาวร ที่ไม่กลับมาทุกข์อีกก็ต้องดำเนินไปตามหนทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น

ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติหลายท่าน คิดว่า “การปฏิบัติสมถกรรมฐาน ดีกว่า วิปัสสนากรรมฐาน เพราะสมถฝึกแล้วทำให้เหาะได้ รู้ใจคนอื่นได้ เสกคาถาอาคม ได้ ส่วนวิปัสสนาทำไม่ได้” แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็น เพียงปุถุชนที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้ ยังต้อง ตกอบายทรมานในนรกอีก  ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น ถึงแม้จะเหาะไม่ได้ เสกคาถา ไม่ขลัง แต่ก็เหลือภพชาติเพียงแค่ ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปก็จะไม่ตกอบายอีกเลย  ไม่ว่าอตีดจะเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม

อ้างอิง   พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

          1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ หน้า ๓๐๑

 

 

            - ๙.  ปฏิบัติวิปัสสนาแล้วจะได้รับผลดีอย่างไรบ้าง?

..ตอบ. ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีมากมายยากที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้ จนกว่าผู้นั้นได้ลงมือปฏิบัติจนได้เห็นผลจริงด้วยตนเอง แต่พอกล่าวเป็นตัวอย่างได้ดังนี้

 

. ทำให้บรรลุโสดาบันได้ภายใน ๓-๔เดือน ทั้งที่มีเวลาพักถึงวันละ ๗ ชั่วโมง

          . เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว ถ้าหากต้องการมีฤทธิ์ มีเดช ก็สามารถฝึกสมถกรรมฐานต่อได้เลย จะสำเร็จได้ในระยะเวลาไม่นาน  ในขณะที่การปฏิบัติสมถล้วนๆ ต้องใช้เวลาปฏิบัติกันถึง ๒-๓ปี หรือนานกว่านั้น จึงจะได้ผล

. เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาถึงสังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่ ๑๑) จนแก่กล้าแล้ว ทำให้โรคบางอย่างหายได้  เช่น  โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ต่อมไทรอย โรคเกี่ยวกับลม เส้นเอ็นและกระดูก (..นี้เป็นตัวอย่างจริงที่พบเห็นจากผู้ร่วมปฏิบัติ )  เป็นต้น

. ถ้ามีเหตุให้ปฏิบัติไม่สำเร็จ ไปติดอยู่เพียงแค่ญาณ ๑๑ ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะจะเกิดปัญญาญาณ ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางโลกหรือทางธรรม โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวระหว่างสามี ภรรยา ลูก หลาน ญาติพี่น้อง (คิดค้นวิธีเอายานไวกิ้งลงบนดาวอังคารได้ ก็ด้วยการนั่งสมาธินี่แหละ)

. ล้างอาถรรพ์ มนต์ดำได้ ไม่ว่าจะถูกของ หรือโดนยาพิษ ยาสั่งมา เมื่อปฏิบัติจนถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว อาถรรพ์จะหายไปจนเกลี้ยง ( เรื่องนี้ขอท้าให้พิสูจน์)

 

             ๑๐.ปฏิบัติวิปัสสนาทำไมต้องกำหนดท้อง“พองหนอ-ยุบหนอ” พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออกมิใช่หรือ?

ตอบ. การปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดพอง-ยุบ เผยแผ่โดยท่านมหาสีสยาดอ (โสภณะมหาเถระ) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งปริยัติและปฏิบัติ ในประวัติของท่านเล่าว่า ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกามาก ต่อมาท่านต้องการปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง จึงเที่ยวสืบค้นหาสำนักปฏิบัติวิปัสสนาที่มีหลักการสอดคล้องกับคัมภ์ที่ได้ศึกษามา ในที่สุดท่านได้เลือกปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนด “พองหนอ ยุบหนอ”กับพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านหนึ่ง จนเห็นผลจริงว่า วิปัสสนามิใช่มีอยู่แต่ในตำรา การกำหนดดูอาการท้องพอง ท้องยุบอย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง นี่แหละเป็นการเจริญวิปัสสนาให้บรรลุถึงมรรคผลได้จริงอีกวิธีหนึ่ง ( ที่สำคัญคือ ปฏิบัติง่าย ได้ผลเร็วในระยะเวลาเพียง ๓-๔เดือนเท่านั้นเอง)

ความสอดคล้องกันระหว่างการปฏิบัติสติปัฏฐานที่กำหนดดูอาการพอง-ยุบของท้องกับหลักการในพระคัมภีร์ผู้สนใจหาอ่านได้จากหนังสือเรื่อง “วิปัสสนานัย”ซึ่งเขียนโดยตัวท่านเอง อ้างหลักฐานที่มาของแต่ละข้อความไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเล่มที่แปลเป็นภาษาไทยโดยพระคันธสาราภิวังส์ (วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง)นั้นได้ระบุเชิงอรรถไว้ด้วยว่าข้อความนั้นๆ นำมาจากคัมภีร์ชื่ออะไร เล่มที่เท่าไหร อยู่หน้าไหน?  ท่านผู้ใคร่ในการศึกษาและปฏิบัติโปรดพิสูจน์ สอบสวนเอาด้วยตนเองเถิด..

 

             ๑๑.ทำไมไม่ปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ)ซึ่งมีผู้ปฏิบัติกันแพร่หลายอยู่แล้ว?

..ตอบ. ยังไม่มีพระอาจารย์ท่านใดกล้ากล่าวว่าตนสามารถสอนวิปัสสนาแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้เห็นมรรค เห็นผลได้ภายในระยะเวลาเพียง ๓-๔ เดือน และสามารถอธิบายสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงด้วยทฤษฎีญาณ ๑๖ ได้

(ลมหายใจเข้า-ออก กับอาการท้องพอง-ท้องยุบที่หน้าท้อง เป็นลมอัสสาสะปัสสาสะอันเดียวกัน อาการพองเกิดจากลมหายใจเข้า อาการยุบเกิดจากลมหายใจออก เพียงแค่ย้ายฐานลมจากที่จมูกมาจับกำหนดรู้อาการพอง อาการยุบที่หน้าท้องแทน พร้อมเพิ่มคำบริกรรมเพื่อกำหนดรู้อาการพอง-อาการยุบให้ทันปัจจุบันและตรงตามสภาวะ )

 

             ๑๒.ปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดพอง-ยุบ กับแบบกำหนดลมหายใจเข้าออกแบบไหนดีกว่ากัน?

..ตอบ.  ปฏิบัติแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออกดีกว่า เพราะมีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกชัดเจนกว่า และเมื่อปฏิบัติสำเร็จแล้วทำให้เกิดคุณวิเศษต่างๆได้เช่น รู้ใจผู้อื่นได้ แสดงปาฏิหาริย์ได้ เป็นต้น แต่ต้องปฏิบัติกันหลายปีจึงจะสำเร็จได้ และสำหรับบางคนปฏิบัติไม่ได้ผลเลย เพราะเป็นวิสัยของผู้มีปัญญาเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติแบบกำหนดพอง-ยุบถึงจะให้เกิดคุณวิเศษต่างๆไม่ได้ แต่สามารถ ปฏิบัติได้ทุกคน เห็นผลได้ภายใน ๑ เดือน สำเร็จได้ภายใน ๓-๔ เดือน

 

            ๑๓. การปฏิบัติวิปัสสน มีวิธีการอย่างไรบ้าง?

..ตอบ มีขั้นตอนปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้

)  เดินจงกรม เดินกลับไปกลับมา ก้มหน้าเล็กน้อย ส่งจิตกำหนดดูอาการของเท้าแต่ละจังหวะที่เคลื่อนไป อย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง รับรู้ถึงความรู้สึกของเท้าที่ค่อยๆยกขึ้น ค่อยๆย่างลง และความรู้สึกสัมผัสที่ฝ่าเท้า(อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ฯลฯ) ส่งจิตดูอาการแต่ละอาการอย่างจรด แนบสนิทอยู่กับอาการนั้น ไม่วอกแวก จนรู้สึกได้ถึงอาการที่เปลี่ยนไป ดับไปของสภาวนั้นๆ  เช่น ขณะย่างเท้า ก็รู้สึกถึงอาการลอยไปเบาๆ ของเท้า  พอเหยียบลงอาการลอยๆ เบาๆ เมื่อ๒-๓ วินาทีก่อนก็ดับไป มีอาการตึงๆแข็งเข้าแทนที่  พอยกเท้าขึ้นอาการตึงๆแข็งๆด็ดับไป กลับมีอาการลอยเบาๆ โล่งๆเข้าแทนที่ เป็นต้น ยิ่งเคลื่อนไหวช้าๆ ยิ่งเห็นอาการชัด และในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น หากมีความคิดเกิดขึ้นให้หยุดเดินก่อน แล้วส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆๆ” จนกว่าความคิดจะเลือนหายไป จึงกลับไปกำหนดเดินต่อ อย่ามองซ้ายมองขวา พยายามให้ใจอยู่กับเท้าที่ค่อยๆเคลื่อนไปเท่านั้น ถ้าเผลอหรือหลุดกำหนดให้เอาใหม่ เผลอเริ่มใหม่ ๆๆๆ ไม่ต้องหงุดหงิด  การปฏิบัติเช่นนี้  เรียกว่า “เดินจงกรม” ต้องเดิน ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย 

) นั่งสมาธิ  นั่งตัวตรง แต่ไม่ต้องตรงมาก ให้พอเหมาะสมกับสรีระของตนเอง นั่งสงบนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใดทั้งสิ้น จนสังเกตได้ว่าอวัยวะที่ยังไหวอยู่มีแต่ท้องเท่านั้น ให้ส่งจิตไปดูอาการไหวๆนั้นอย่างต่อเนื่อง แค่ดูเฉยๆ อย่าไปบังคับท้อง ปล่อยให้ท้องไหวไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ นั่งกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง ไม่หลุด ไม่เผลอ  ถ้ามีเผลอสติบ้างก็ไม่ต้องหงุดหงิด เผลอ..เอาใหม่ ๆ จนเห็นอาการพอง อาการยุบค่อยๆชัดขึ้น ขณะเห็นท้องพองกำหนดในใจว่า “พองหนอ”  ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่า “ยุบหนอ”  บางครั้งท้องนิ่งพอง-ยุบไม่ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น “รู้หนอๆๆ” หรือ “นิ่งหนอๆๆ”  บางครั้งพอง-ยุบเร็วแรงจนกำหนดไม่ทัน ก็ให้กำหนดรู้อาการนั้น “รู้หนอๆๆ”  ถ้าขณะนั่งกำหนดอยู่มีความคิดเข้ามาให้หยุดกำหนดพองยุบไว้ก่อน ส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆ” แรงๆ เร็วๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร พออาการคิดจางไปแล้ว หรือหายไปโดยฉับพลัน ให้กำหนดดูอาการที่หายไป “รู้หนอๆๆ” แล้วรีบกลับไปกำหนดพอง-ยุบต่อทันที อย่าปล่อยให้จิตว่างจากการกำหนดเด็ดขาด              ขณะที่กำหนดอยู่นั้น ถ้าเกิดอาการปวดขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมา ให้ทิ้งพอง-ยุบไปเลย แล้วส่งจิตไปดูอาการปวดนั้น บริกรรมในใจว่า “ปวดหนอๆๆ” พยายามกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง แต่อย่าเอาจิตเข้าไปเป็นทุกข์กับอาการปวดนั้น  ภายใน ๕ หรือ ๑๐ วันแรกให้กำหนดดูอาการปวดอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอารมณ์อื่นมากนัก จนกว่าอาการปวดจะหาย หรือลดลง  วันแรกๆ อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก นั่งได้ ๑ ชั่วโมงแบบสบายๆ พอเรามีสมาธิมากขึ้น มีญาณปัญญามากขึ้น อาการปวดจะค่อยๆรุนแรงขึ้น จนทนแทบไม่ไหว จากที่เคยนั่งได้ ๑ ชั่วโมง พอวันที่ ๕-๖ เป็นต้นไป  นั่ง ๑๐ หรือ ๒๐ นาทีก็ทนแทบไม่ไหวแล้ว ให้พยายามนั่งกำหนดต่อไปจนกว่าจะครบชั่วโมง (เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการกำหนดบัลลังก์ต่อๆไป)  ยิ่งปวดมากก็ยิ่งกำหนดถี่ๆเร็วๆ แรงๆ  นั่นแสดงว่าสมาธิของเราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน๑๐-๒๐ วันเวทนาก็จะหายขาดไปเอง หรืออาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยช่วงท้ายบัลลังก์ ถึงต้อนนี้วิปัสสนาญาณของคุณก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๔ แล้ว ขั้นต่อไป ไม่ควร/ห้ามปฏิบัติด้วยตนเอง(อย่างเด็ดขาด)  ต้องมีพระอาจารย์คอยควบคุมอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นแล้วจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี  ..ขอเตือน..   ที่อธิบายมานี้เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ ผู้ต้องการปฏิบัติให้เห็นมรรคเห็นผลแสวงหาสำนักปฏิบัติที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเอาเองเถิด..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   
คัดสรรมาฝากโดย montasavi (ประเสริฐ พรหมจันทร์) บทความทั้งหมดของคุณ montasavi
วันที่ 24/09/2550 เวลา 08:28:10
เข้าชมบทความนี้แล้ว 4067 ครั้ง ได้รับการโหวต 13 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 4067 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 9/11/2550 17:40:26
โดย คุณ jeawkrub
IP : 125.25.23.***
 

ายละเอียด : เวปหาเงินทางเน็ตที่จ่ายกันจริงๆ เป็นเว็บไซท์ของคนไทยชื่อ thaiadpoint.com ผมเคยได้มาแล้วครับ จ่ายจริงแน่นอน ทำง่ายอีกด้วยครับ
ถ้าสนใจให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ครับ
1. สมัครเป็นสมาชิกของ thaiadpoint โดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้ หรือ copy ลิงค์ข้างล่างนี้ไปไว้ในช่อง Address ด้านบน
http://www.thaiadpoint.com/tap6/html/register.php?ref_id=302008 หลังจากนั้นให้กรอกใบสมัครโดยระบุ อีเมล์แอดเดรส ,รหัสผ่าน, ชื่อ
ที่ต้องการให้ระบุบนเช็ค, ที่อยู่ของคุณที่จะให้ thaiadpoint ส่งเช็คมาให้ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม "ส่งใบสมัคร"
2. รอสักครู่ คุณจะได้รับอีเมล์ สำหรับการเป็นสมาชิก ให้คลิกลิงค์ในอีเมล์ เพื่อ Activate การสมัครสมาชิก ถ้าไม่ Activate การสมัคร
สมาชิกจะยังไม่สมบูรณ์ครับ นอกจากนี้จะเป็นการตรวจสอบด้วยว่าคุณเป็นเจ้าของอีเมล์นั้นจริงๆ
3. ให้ sign in เข้าสู่ระบบของ thaiadpoint โดยใส่อีเมล์แอดเดรสและรหัสผ่านในช่อง "อีเมล์" และ "รหัสผ่าน" แล้วคลิกปุ่ม "go" หลังจากนั้น
ให้คลิกลิงค์ "สะสมแต้ม" ที่อยู่ในเมนูทางซ้ายมือ เพื่อเริ่มต้นทำการสะสมแต้มโดยคลิกป้ายโฆษณาแต่ละป้ายได้ทันที การสะสมแต้ม มีขั้น
ตอนดังนี้ ---
1. หลังจากคุณคลิกป้ายโฆษณาแต่ละตัวแล้ว จะต้องอยู่ที่เว็บเพจของผู้ลงโฆษณานั้นอย่างน้อย 30 วินาที จึงจะได้รับแต้มสะสมจาก
thaiadpoint เป็นจำนวน 1 แต้ม และถ้าคุณร่วมทำกิจกรรมกับผู้ลงโฆษณานั้นด้วย คุณจะได้รับแต้มสะสมหรือจำนวนเงินเพิ่มขึ้นอีกตาม
จำนวนที่ผู้ลงโฆษณานั้นๆ ระบุไว้
2. กำหนด Unique Click ที่ 24 ชั่วโมง หมายความว่า ถ้าคุณคลิกป้ายโฆษณา A ในวันนี้ สมมติคลิกเมื่อเวลา 9.00 น. คุณจะได้แต้ม 1 แต้ม
ทันทีจาก thaiadpoint และถ้าคุณคลิกที่ป้าย A นี้อีกครั้งก่อนเวลา 9.00 น. ของวันถัดไป คุณจะไม่ได้แต้ม 1 แต้ม (ต้องคลิกหลัง 9.00 น. ไป
แล้ว จึงจะได้แต้มอีก 1 แต้ม) แต่คุณก็ยังสามารถคลิกที่ป้ายโฆษณา A เพื่อเข้าไปทำกิจกรรมกับผู้ลงโฆษณา โดยจะได้รับแต้มสะสมหรือ
เงินเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่เว็บไซท์ A ระบุไว้
3. ทุกครั้งที่คุณแนะนำเพื่อนๆ มาสมัครเป็นสมาชิกของ thaiadpoint คุณจะได้รับ 10 แต้มต่อเพื่อน 1 คน ดังนั้นถ้ายิ่งแนะนำเพื่อนได้มาก
เท่าไร ก็จะได้รับแต้มสะสมมากขึ้นเท่านั้น
4. ถ้าคุณทำแต้มสะสมแต้มได้ 500 แต้มขึ้นไป จะได้รับแต้มสะสมเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวน 25 % ของแต้มสะสมที่สมาชิกในสายงานของคุณ
ทำไว้ เช่น ถ้าคุณมีแต้มสะสม 500 และมีสมาชิกในสายงานจำนวน 3 คน แต่ละคนมีแต้มสะสมดังนี้ นาย A มีแต้มสะสม 600 , นาย B มี
แต้มสะสม 400, นาย C มีแต้มสะสม 300 ในวันที่ 25 ของเดือนถัดไป คุณจะมีแต้มสะสม 500+ (600 +400+ 300) x .25 = 825 การตรวจ
สอบแต้มสะสมและจำนวนเงินที่ได้รับ --- คุณสามารถตรวจสอบจำนวนแต้มสะสม, จำนวนเงิน และจำนวนสมาชิกในสายงานของคุณได้
ตลอด 24 ชั่วโมง โดย sign in เข้าสู่ระบบ แล้วคลิกที่ลิงค์ "บัญชีสมาชิก" กำหนดเวลาคำนวณผลตอบแทนเพื่อจ่ายเงิน --- thaiadpoint จะ
คำนวณผลตอบแทนทุกวันที่ 25 ของเดือน โดยคำนวนจากแต้มสะสมของแต่ละเดือนที่ผ่านมา เช่น แต้มสะสมของเดือนมกราคม จะถูกนำ
มาคำนวณเป็นเงินในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถ้ายอดเงินรวมในบัญชีสมาชิกมีจำนวน 1,500 บาทขึ้นไป thaiadpoint จะส่งเช็คมาให้คุณทาง
ไปรษณีย์ ตามชื่อที่สมัครไว้ (ดังนั้นตอนสมัคร คุณจะต้องใส่ชื่อ-นามสกุลให้ถูกต้องและตรงกับบัญชีที่มีอยู่)
================================================== มาช่วยกันสนับสนุนเว็บไซท์ของคนไทยกันเถอะครับ ได้เงิน
แน่นอน อาจจะไม่มากนักแต่ก็พอเป็นค่าเล่นเน็ตได้สบายๆ ที่สำคัญไม่ถูกหลอกให้เจ็บใจเหมือนเว็บไซท์ฝรั่งบางเว็บ 


โพสต์เมื่อ : 9/11/2550 17:40:26
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 1/10/2550 15:22:54
โดย คุณ สา
IP : 202.28.111.***
 

นรก

โพสต์เมื่อ : 1/10/2550 15:22:54
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 4067 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด